คอมเมิร์ซแบงก์คาดว่า GDP ของจีนในไตรมาส 1 ปี 2026 จะขยายตัว 4.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY: เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยความเสี่ยงมีแนวโน้ม “สูงกว่าคาด” มากกว่าจะต่ำกว่าประมาณการ การประเมินนี้เชื่อมโยงกับการส่งออกที่ยังทนทาน และการลงทุนภาครัฐที่ถูกเร่งให้เกิดขึ้นเร็วขึ้น
ธนาคารคาดว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production: ตัวชี้วัดปริมาณการผลิตของภาคโรงงาน เหมือง และสาธารณูปโภค) เดือนมีนาคมจะโต 5.5% YoY สะท้อนกิจกรรมเศรษฐกิจที่ยังแข็งแรง ขณะที่ยอดค้าปลีก (Retail sales: มูลค่าการขายสินค้าให้ผู้บริโภค ใช้สะท้อนการบริโภคภายในประเทศ) คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 2.5%
แนวโน้มการเติบโตของจีน
สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2026 ธนาคารชี้ว่าความเสี่ยงหลักมาจากปัจจัยต่างประเทศ มากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อโดยตรง โดยระบุว่าผลกระทบทางอ้อมจากสงครามอิหร่านอาจบั่นทอน “ความได้เปรียบด้านการส่งออก” ของจีน และนำไปสู่การผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม
บทความระบุว่าใช้เครื่องมือ AI ในการจัดทำ และมีบรรณาธิการตรวจทาน
ใกล้ถึงกำหนดประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของจีน มุมมองของเราคือความเสี่ยงเอนเอียงไปทางตัวเลขที่ออกมาดีกว่าคาด สูงกว่าประมาณการ 4.6% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตลาดส่วนใหญ่คาดไว้ (Consensus: ค่าเฉลี่ยประมาณการของนักวิเคราะห์) จึงอาจเป็นโอกาสเชิงแท็กติกสำหรับการถือสถานะ “ขาขึ้น” ระยะสั้น (Bullish positions: การลงทุนที่คาดว่าราคาจะขึ้น) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นจีน (Equity index futures: สัญญาล่วงหน้าอ้างอิงดัชนีหุ้น ใช้เก็งกำไรหรือป้องกันความเสี่ยง) ข้อมูลส่งออกล่าสุดสนับสนุนภาพนี้ โดยการส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 7.1% YoY สูงกว่าที่คาดมาก
คาดการณ์การเติบโต 5.5% ของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคมยิ่งหนุนมุมมองเชิงบวกต่อสินค้าโภคภัณฑ์ภาคอุตสาหกรรม (Industrial commodities: วัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต เช่น ทองแดง) โดยราคาทองแดงพุ่งทะลุ 9,000 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2025 สะท้อนกิจกรรมการผลิตที่ยังแน่น นักลงทุนที่ใช้ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น ดัชนี หรือสินค้าโภคภัณฑ์) อาจพิจารณา “ออปชันซื้อ” (Call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด ใช้เก็งกำไรราคาขึ้น) ในหุ้นเหมืองทองแดง หรือกองทุน ETF โลหะอุตสาหกรรม (ETF: กองทุนรวมที่ซื้อขายในตลาดหุ้น มักอ้างอิงดัชนี/สินทรัพย์)
ความเสี่ยงสำคัญและการวางตำแหน่ง
อย่างไรก็ดี การคาดว่ายอดค้าปลีกจะชะลอลงเหลือเพียง 2.5% สะท้อนความอ่อนแรงต่อเนื่องของการบริโภคในประเทศ ความต่างระหว่างการผลิตที่แข็งแรงกับอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอทำให้ภาพรวมของหุ้นกลุ่มผู้บริโภคยังไม่ชัดเจน และอาจลดแรงหนุนของตลาด แม้ตัวเลข GDP หลักจะออกมาดีก็ตาม
เมื่อมองไกลกว่าตัวเลขระยะสั้น ความเสี่ยงหลักคือผลกระทบทางอ้อมจากสงครามอิหร่านที่ยังดำเนินอยู่ โดยขณะนี้ค่าระวางเรือขนส่งทั่วโลก (Shipping freight rates: ต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรือ) เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่ความขัดแย้งขยายวงปลายปี 2025 ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของจีนที่พึ่งพาการส่งออก จึงทำให้แนวทางป้องกันความเสี่ยง (Hedging: การลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา) มีความสำคัญ เช่น การซื้อ “ออปชันขาย” (Put options: สิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคาที่กำหนด ใช้ป้องกันความเสี่ยงขาลง) แบบราคาห่างจากราคาตลาด (Out-of-the-money: ราคาใช้สิทธิที่ยังไม่คุ้มเมื่อเทียบราคาตลาด มักมีค่าเบี้ยถูกกว่า) บนดัชนีฮั่งเส็ง เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงในช่วงเดือนข้างหน้า
หากแรงกระแทกจากต่างประเทศเริ่มส่งผลชัด เราคาดว่าจะเห็นการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมจากปักกิ่งเพื่อพยุงเศรษฐกิจ โดยในปี 2025 ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: ธนาคารกลางของจีน) เคยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อตอบโต้แรงกดดันจากต่างประเทศ และคาดว่าแนวทางเดิมจะกลับมาอีกครั้ง ความเป็นไปได้ของการผ่อนคลายเพิ่มเติมมีแนวโน้มจำกัดโอกาสแข็งค่ามากของเงินหยวนนอกประเทศ (Offshore yuan, CNH: เงินหยวนที่ซื้อขายนอกจีนแผ่นดินใหญ่) ทำให้การถือสถานะซื้อ CNH (Long CNH: การลงทุนที่หวังให้ค่าเงินแข็งค่า) มีความเสี่ยง แม้ข้อมูลไตรมาส 1 จะดูแข็งแกร่ง