หุ้น Salesforce, Inc (CRM) ปรับตัวลงอีกครั้งเมื่อวานนี้ และทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบหลายปี โดยราคาหุ้นลดลง 55% นับตั้งแต่ต้นปี 2025
การปรับตัวลงสอดคล้องกับแรงขายในหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ในวงกว้าง จากความกังวลว่า AI (ปัญญาประดิษฐ์) อาจทำให้ความต้องการซื้อซอฟต์แวร์ลดลง บทความมองว่าปฏิกิริยานี้อาจเป็นเพียงระยะสั้น
บทความอ้าง “สัญญาณจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค” (การดูกราฟราคา/ปริมาณซื้อขายเพื่อประเมินแนวโน้ม) โดยระบุว่าราคาหุ้นได้ “ปิดช่องว่างราคา” (gap: ช่วงที่ราคากระโดดขึ้น/ลงจนกราฟมีช่องว่าง) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 อีกทั้งยังระบุว่าหุ้นลงไปแตะ “โซนกลับตัวเดิม” (pivot area: บริเวณที่ราคาเคยหยุดและเปลี่ยนทิศ) จากช่วงตุลาคม–พฤศจิกายน 2022
บทความประเมินว่ามีโอกาส 80% ที่ราคาจะ “เด้งกลับ” (bounce: ฟื้นตัวระยะสั้นหลังปรับลงแรง) ตามปัจจัยที่ผู้เขียนใช้ และคาดเป้าหมายด้านบนอาจไปถึง 210 ดอลลาร์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
เมื่อย้อนกลับไปปี 2025 หุ้น Salesforce ร่วงแรงกว่า 55% จากความกลัวว่า AI จะทำให้ซอฟต์แวร์ของบริษัท “ล้าสมัย/หมดความจำเป็น” การวิเคราะห์ดังกล่าวระบุ “แนวรับสำคัญ” (technical floor: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อคอยรับ) ได้ถูกต้อง นำไปสู่การรีบาวด์แรงจากจุดต่ำสุดหลายปี หุ้นไปแตะเป้าหมาย 210 ดอลลาร์ตามคาด และปรับขึ้นต่อเนื่องจนถึงปลายปีก่อน
มุมมองตลาดเปลี่ยนจาก AI เป็นภัยคุกคาม มาเป็น “ตัวเร่งการเติบโต” ในงบล่าสุด Salesforce ระบุว่าลูกค้าที่ใช้เครื่องมือ Einstein AI ของบริษัทมีผลิตภาพของทีมขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25% (productivity: ทำยอด/ทำงานได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม) การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานนี้ช่วยหนุนการฟื้นตัวของหุ้นจากจุดต่ำสุดปี 2025
ในเมื่อราคาหุ้นเข้าสู่ช่วง “พักฐาน/แกว่งตัวแคบ” (consolidation: ราคาวิ่งในกรอบเพื่อรอปัจจัยใหม่) นักลงทุนสายอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือทางการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชัน) อาจพิจารณา “ขายพุทที่อยู่นอกกรอบราคา” (sell out-of-the-money puts: ขายสัญญาพุทที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาหุ้นปัจจุบัน เพื่อรับค่าเบี้ย) สำหรับอายุสัญญาเดือนพฤษภาคม เช่น ราคาใช้สิทธิ 265 ดอลลาร์ กลยุทธ์นี้คือการรับ “ค่าเบี้ย” (premium: เงินที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) โดยคาดว่าความกลัวรุนแรงแบบปีก่อนจะไม่กลับมาเร็ว ๆ นี้ ข้อมูลออปชันล่าสุดชี้ว่า “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ระดับความผันผวนที่ราคาซื้อขายออปชันสะท้อนว่าตลาดคาดไว้) อยู่แถว 32% ซึ่งยังเอื้อต่อผู้ที่เน้นรับค่าเบี้ย
อีกทางเลือกสำหรับผู้ที่คาดว่าแนวโน้มขาขึ้นจะต่อเนื่องจนถึงรอบประกาศงบถัดไป คือ “คอลสเปรด” (call spread: ซื้อคอลหนึ่งสัญญาและขายคอลอีกสัญญาในเดือนเดียวกัน เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) ซึ่งเป็นวิธีเล่นที่กำหนดความเสี่ยงไว้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ซื้อคอลเดือนมิถุนายนราคาใช้สิทธิ 290 ดอลลาร์ และขายคอลเดือนมิถุนายนราคาใช้สิทธิ 310 ดอลลาร์ เพื่อวางตำแหน่งรับโอกาสปรับขึ้น โดยอาศัยความเชื่อมั่นที่กลับมาเกี่ยวกับความสามารถของซอฟต์แวร์รุ่นเดิมในการปรับตัว (legacy software: ซอฟต์แวร์เดิมที่ใช้งานมานานในองค์กร)