GBP/JPY ปรับขึ้นในวันศุกร์เป็นวันติดต่อกันวันที่ 5 โดยเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกดดันเงินเยน เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิรายใหญ่ (นำเข้ามากกว่าส่งออก)
เงินปอนด์ได้แรงหนุนจากความต้องการรับความเสี่ยง (risk appetite: ภาวะที่นักลงทุนกล้าถือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) ที่ฟื้นเล็กน้อย หลังความกังวลเรื่องความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านลดลง นักลงทุนยังจับตาการเจรจาที่วางแผนจัดขึ้นในปากีสถานช่วงสุดสัปดาห์
GBP/JPY ซื้อขายแถว 214.12 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 9 กุมภาพันธ์ ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหราชอาณาจักรกับญี่ปุ่นยังช่วยหนุนค่าเงินคู่นี้ (interest rate gap: ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ทำให้สกุลเงินดอกเบี้ยสูงน่าถือมากกว่า)
แนวโน้มยังเป็นขาขึ้น โดยมีการย่อเล็กน้อยภายในรอบขาขึ้นที่ใหญ่กว่า การปรับขึ้นล่าสุดมาจากการดีดตัวจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 100 วัน (100-day SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 100 วัน ใช้ดูแนวโน้ม) ที่ 210.68
ราคากำลังทดสอบโซน 214.00-215.00 ซึ่งจำกัดการขึ้นมาตั้งแต่กลางเดือนมกราคม หากทะลุขึ้นไปอย่างชัดเจน แนวโน้มขาขึ้นมีโอกาสเดินหน้าต่อ
RSI อยู่ใกล้ 63 สะท้อนแรงส่งที่เพิ่มขึ้นแต่ยังไม่เข้าสภาวะซื้อมากเกินไป (RSI: ดัชนีวัดแรงซื้อขาย; overbought: ราคาขึ้นแรงจนเสี่ยงพักตัว) ส่วน MACD กลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังช่วงแกว่งตัวสะสม (MACD: ตัวชี้วัดแนวโน้ม/แรงส่งจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่)
หากราคาปรับลง แนวรับแรกอยู่ที่ 100-day SMA บริเวณ 210.68 ถัดลงไป แนวรับถัดไปคือ 200-day SMA ที่ 205.52 (200-day SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 200 วัน มักใช้เป็นแนวรับ/แนวต้านระยะยาว)
เรามองว่า GBP/JPY มีแรงดันขึ้นต่อ และกำลังทดสอบแนวต้านสำคัญ 214.00-215.00 ณ วันที่ 10 เมษายน 2026 แรงขับหลักมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหราชอาณาจักรกับญี่ปุ่นที่สูงมาก ทำให้การถือเงินปอนด์ดูน่าสนใจกว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ขยายตัวต่อเนื่องตลอดปี 2025 ยังเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนมุมมองเชิงบวกของเรา
ธนาคารกลางอังกฤษคงดอกเบี้ยที่ 5.50% เมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นอยู่เพียง 0.10% ทำให้ผู้ถือเงินปอนด์ได้เปรียบด้านผลตอบแทน (yield advantage: โอกาสได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงกว่า) อีกทั้งราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวใกล้ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งกดดันเงินเยน เพราะญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ปัจจัยเหล่านี้หนุนแนวโน้มขาขึ้นของคู่นี้ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน
ด้วยภาพรวมดังกล่าว อาจพิจารณาซื้อคอลออปชัน (call options: สิทธิในการซื้อในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องซื้อจริงทันที) ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดไว้สำหรับใช้สิทธิ) สูงกว่า 215.00 เพื่อหวังทำกำไรจากการทะลุแนวต้านและยืนได้ต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า RSI ยังต่ำกว่าระดับซื้อมากเกินไปที่ 63 สะท้อนว่ายังมีพื้นที่ให้ราคาปรับขึ้นต่อ การทะลุและปิดเหนือ 215.00 อย่างชัดเจนจะเป็นสัญญาณสำหรับเพิ่มสถานะซื้อ (long positions: การถือฝั่งคาดว่าราคาจะขึ้น)