NZD/USD ปรับขึ้น 0.2% มาอยู่แถว 0.5835 ในการซื้อขายช่วงยุโรปวันพฤหัสบดี การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และอิหร่านยืนยันว่าจะส่งคณะไปยังปากีสถานเพื่อเจรจาเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อเสนอแผนสันติภาพ 10 ข้อ
ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งคณะนำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ไปปากีสถานในวันเสาร์ ขณะที่เอกอัครราชทูตอิหร่าน เรซา อามิรี โมฆัดดัม กล่าวเช่นกันว่าจะมีคณะเดินทางในช่วงกลางคืนเพื่อเริ่มการเจรจารอบแรก
พัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์และปฏิกิริยาตลาด
โมฆัดดัมกล่าวว่าสหรัฐฯ ละเมิดบางส่วนของแผน 10 ข้อ และอ้างถึงกรณีอิสราเอลโจมตี “ฮูซีที่อิหร่านหนุนหลัง” ในเลบานอน ภาวะตลาดยัง “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” (risk-averse: นักลงทุนระวังความเสี่ยงมากขึ้น มักลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง) โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 (S&P 500 futures: สัญญาที่สะท้อนมุมมองต่อดัชนีหุ้นสหรัฐล่วงหน้า) ลดลง 0.4% ในช่วงยุโรป และดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ตัวชี้วัดค่าดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) อยู่ใกล้ 99.00
ด้านเทคนิค NZD/USD ยังยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โปเนนเชียล 20 วัน (20-day EMA: ค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า) ที่ 0.5796 ทำให้ภาพระยะสั้นยังเอนขึ้นเล็กน้อย ดัชนี RSI 14 วัน (14-day RSI: ตัวชี้วัดแรงซื้อแรงขายช่วง 14 วัน ใช้ดูภาวะ “ร้อนแรง/อ่อนแรง”) กลับเข้าสู่กรอบ 40.00–60.00 โดยแนวรับอยู่ที่ 0.5796 และ 0.5753 ส่วนแนวต้านใกล้ 0.5900
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 1%–3% โดยมีจุดกึ่งกลาง 2% ทั้งนี้ บทบาทของจีนในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ และราคาส่งออกผลิตภัณฑ์นม ก็ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ได้
จากสัญญาณตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่านที่ผ่อนลง ตลาดเริ่มกลับมา “รับความเสี่ยง” (risk-on: นักลงทุนกล้าถือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) ซึ่งมักเอื้อต่อเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ โดย NZD/USD ขยับเหนือค่าเฉลี่ย 20 วันขึ้นมาที่ 0.5835 เป็นสัญญาณเชิงบวกระยะสั้น และอาจเปิดทางให้ปรับขึ้นต่อในสัปดาห์ถัดไป
แนวทางที่ตรงไปตรงมาคือซื้อออปชันแบบคอล (call option: สิทธิในการซื้อในราคาที่กำหนด) ของ NZD/USD โดยกำหนดวันหมดอายุช่วงปลายเมษายนหรือต้นพฤษภาคม เพื่อหวังราคาปรับขึ้นไปทดสอบจุดสูงเดือนมีนาคมที่ 0.5900 พร้อมจำกัดขาดทุนสูงสุดไว้เท่ากับค่าเบี้ยประกัน (premium: เงินที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) การขยับของ RSI ยังสนับสนุนภาพ “กลับตัวขึ้น” (bullish reversal: แนวโน้มเปลี่ยนเป็นขาขึ้น) ที่เริ่มมีแรงมากขึ้น
กลยุทธ์ออปชันและปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน
มุมมองเชิงบวกไม่ได้มาจากภูมิรัฐศาสตร์อย่างเดียว แต่มีข้อมูลพื้นฐานหนุน “กีวี” (Kiwi: ชื่อเล่นเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์) โดยดัชนี Caixin PMI ภาคการผลิตของจีน (Caixin Manufacturing PMI: ตัวชี้วัดกิจกรรมภาคโรงงาน/คำสั่งซื้อ ค่าเหนือ 50 หมายถึงขยายตัว) ล่าสุดอยู่ที่ 51.4 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สะท้อนอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกของนิวซีแลนด์ นอกจากนี้ ดัชนี Global Dairy Trade (GDT: ดัชนีราคาประมูลสินค้าโคนมโลก) เพิ่มขึ้น 2.8% ในการประมูลล่าสุด ช่วยหนุน “อัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อการค้า” (terms of trade: ราคาส่งออกเทียบราคานำเข้า ถ้าดีขึ้นมักหนุนค่าเงิน)
อีกปัจจัยคือ “ส่วนต่างดอกเบี้ย” (interest rate differential: ความต่างของอัตราดอกเบี้ยสองประเทศ ซึ่งมีผลต่อกระแสเงินทุน) โดย RBNZ ถูกคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Official Cash Rate: ดอกเบี้ยนโยบายหลักของนิวซีแลนด์) ที่ 5.5% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณเข้าใกล้วงจรลดดอกเบี้ย (easing cycle: ช่วงผ่อนคลายนโยบายการเงิน) ซึ่งมักกดดันดอลลาร์และหนุน NZD/USD
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังเปราะบาง และความเชื่อมั่นตลาดอาจเปลี่ยนเร็วหากการเจรจาสะดุด ขณะที่ S&P 500 futures อ่อนตัวเล็กน้อย สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจทั้งหมด โดยในเหตุการณ์รบกวนเส้นทางเดินเรือทะเลแดงช่วงปลายปี 2024 เคยทำให้ “ความผันผวนคาดการณ์” (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาออปชัน) พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเดิมพันทางเดียว อาจพิจารณาซื้อสตรัดเดิล (straddle: ซื้อทั้งคอลและพุทออปชันพร้อมกันที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน) ซึ่งจะได้ประโยชน์หากราคาแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเจรจาหนุนให้ตลาดวิ่งขึ้นต่อ หรือหากล้มเหลวแล้วกลับสู่ภาวะ “ปิดรับความเสี่ยง” (risk-off: นักลงทุนหนีความเสี่ยง) วิธีนี้เท่ากับ “ซื้อความไม่แน่นอน” ของเหตุการณ์เป็นหลัก