EUR/USD อ่อนลงมาแถว 1.1655 ในช่วงเช้าของการซื้อขายตลาดเอเชียวันพฤหัสบดี โดยเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังตลาดยังไม่มั่นใจต่อข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ–อิหร่านระยะ 2 สัปดาห์
Reuters รายงานว่ามีการปะทะเป็นระยะในตะวันออกกลาง รวมถึงในเลบานอน เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่านี่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เพิ่งมีอายุไม่ถึง 1 วัน และมองว่า “ไม่สมเหตุสมผล” หากจะเดินหน้าพูดคุยเพื่อทำข้อตกลงถาวรกับสหรัฐต่อไป
แนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐ
รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่าย) เดือนมีนาคม จะประกาศในวันศุกร์ คาดว่า CPI รวม (Headline CPI: เงินเฟ้อภาพรวมที่รวมหมวดพลังงานและอาหาร) จะอยู่ที่ 3.3% เทียบรายปี เพิ่มจาก 2.4% จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นช่วงสงคราม
ฝั่งยูโรโซน เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่ายังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเมษายน แต่ตลาดมองว่าเดือนมิถุนายนมีโอกาสมากกว่า Reuters ระบุว่าตลาด “ตั้งราคาไว้แล้ว” (priced in: นักลงทุนสะท้อนคาดการณ์ไว้ในราคาสินทรัพย์แล้ว) สำหรับการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง และมีโอกาสมากกว่า 50% ของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ภายในเดือนธันวาคม
เงินยูโรใช้ในประเทศสหภาพยุโรป 20 ประเทศในยูโรโซน และในปี 2022 คิดเป็น 31% ของธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั่วโลก (FX: ตลาดซื้อขายเงินตราระหว่างประเทศ) ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยคู่ EUR/USD คิดเป็นราว 30% ของการซื้อขายทั้งหมด ตามด้วย EUR/JPY (4%), EUR/GBP (3%) และ EUR/AUD (2%)
เมื่อย้อนกลับไปปี 2025 EUR/USD เคยซื้อขายแถว 1.1650 ท่ามกลางท่าทีเข้มงวดของ ECB (hawkish: ให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อ มักหมายถึงแนวโน้ม “ขึ้นดอกเบี้ย”) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดใหม่
ปัจจัยจากทิศทางนโยบายที่ต่างกัน
ความขัดแย้งระดับต่ำในตะวันออกกลางยังช่วยหนุนดอลลาร์ในฐานะ “สกุลเงินปลอดภัย” (safe-haven: เงินที่นักลงทุนถือเมื่อเสี่ยงสูง) ที่สำคัญกว่า คือเงินเฟ้อสหรัฐยังลดลงช้า (sticky: ลดลงยาก) โดยข้อมูล CPI เดือนมีนาคม 2026 ล่าสุดอยู่ที่ 2.8% เทียบรายปี ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยไม่ได้ ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น
ในทางกลับกัน ท่าทีเข้มงวดของ ECB ในปี 2025 อ่อนลงมาก เพราะเศรษฐกิจยูโรโซนชะลอ ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า PMI ภาคการผลิตเยอรมนี (PMI: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ใช้วัดทิศทางกิจกรรมธุรกิจ; ต่ำกว่า 50 มักหมายถึงหดตัว) อยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน และเงินเฟ้อ HICP เดือนมีนาคมของทั้งกลุ่ม (HICP: ดัชนีราคาผู้บริโภคแบบปรับให้เทียบกันได้ในยุโรป) ลดลงมาอยู่ที่ 2.2% ใกล้เป้าหมายมากกว่าสหรัฐ ตลาดจึงเริ่มให้น้ำหนักโอกาสที่ ECB อาจ “ลดดอกเบี้ย” ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
สำหรับผู้ลงทุนในตราสารอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงสินทรัพย์อื่น เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ภาพนี้สะท้อนว่า EUR/USD อาจยังอ่อนต่อ การซื้อออปชันขาย (put: สิทธิขายสินทรัพย์ที่ราคาที่กำหนด) ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดในสัญญาออปชัน) แถว 1.0700 หรือ 1.0650 ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ช่วยจำกัดความเสี่ยงได้ (defined-risk: ขาดทุนสูงสุดจำกัดตามค่าเบี้ยออปชัน) โดยความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน) อยู่ระดับปานกลาง ทำให้ราคาออปชันอาจไม่แพงมากเมื่อเทียบกับโอกาสที่ราคาจะลงต่อ
ความเสี่ยงสำคัญต่อมุมมองนี้ คือการเปลี่ยนท่าทีของธนาคารกลางอย่างฉับพลัน หรือข้อมูลการจ้างงานสหรัฐที่อ่อนกว่าคาดมาก จึงควรจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls: จำนวนการจ้างงานใหม่ที่ไม่รวมภาคเกษตรของสหรัฐ) และแถลงนโยบายครั้งถัดไปของ ECB ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเร่งให้ทิศทางของคู่เงินเปลี่ยนไป