MUFG รายงานว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการข่มขู่ที่เชื่อมโยงกับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: ช่องทางเดินเรือสำคัญสำหรับขนส่งน้ำมัน) ทำให้ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มสันติภาพเพิ่มขึ้น ความเห็นของธนาคารเชื่อมโยงประเด็นนี้กับความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมัน (oil supply: ปริมาณน้ำมันที่สามารถผลิตและส่งออกสู่ตลาด)
ธนาคารระบุว่าสกุลเงินเอเชียและสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาค (risk assets: สินทรัพย์ที่ราคาผันผวนสูง เช่น หุ้น) อาจเผชิญแรงกดดันตราบใดที่ความเสี่ยงความขัดแย้งยังอยู่ พร้อมชี้ว่าการไหลผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซยังดีขึ้นจำกัด และยังมีความเป็นไปได้ที่การส่งออกของอิรักจะต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว
ความเสี่ยงด้านอุปทานและจังหวะของตลาด
MUFG เสริมว่าแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้เต็มที่ อุปทานก็ยังต้องใช้เวลาจึงจะถึงตลาด โดยประเมินกรอบเวลา 3–6 เดือน และระบุว่ากลุ่มปิโตรเคมี (petrochemicals: สารเคมีที่ผลิตจากน้ำมัน/ก๊าซ ใช้ทำพลาสติกและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) จะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ความเห็นดังกล่าวระบุข้อจำกัด 3 ด้านที่อาจนำไปสู่จุดจบของสงครามในที่สุด ได้แก่ กระสุน/อาวุธ (munitions: วัตถุระเบิดและยุทโธปกรณ์), ตลาด (markets: ภาวะการเงินและต้นทุนเศรษฐกิจ), และการเลือกตั้งกลางเทอม (mid-terms: การเลือกตั้งกลางวาระในสหรัฐฯ) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความไม่แน่นอนว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นจากระดับปัจจุบันได้มากเพียงใด
การป้องกันความเสี่ยงค่าเงินและหุ้นในภูมิภาค
แรงกดดันต่อราคาพลังงานที่ยืดเยื้อกระทบประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้และอินเดียโดยตรง เงินวอนเกาหลีอ่อนค่ามากกว่า 4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในไตรมาสนี้ สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดย MUFG มองว่าการซื้อพุตออปชัน (put options: สิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคากำหนด เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลง) บนวอนหรือรูปีอินเดียเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของสกุลเงินได้
ความเสี่ยงสองด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานสูงและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk: ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ) ก็กดดันตลาดหุ้นภูมิภาคเช่นกัน แม้มีข้อยุติในวันนี้ ก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าห่วงโซ่อุปทานน้ำมันและปิโตรเคมีจะกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้การฟื้นตัวจริงล่าช้า ดังนั้น การซื้อพุตออปชันบนดัชนีอย่าง KOSPI 200 จึงเป็นแนวทางที่รอบคอบเพื่อทำประกันความเสี่ยงตลาดปรับลง
โดยรวมแล้ว ความไม่แน่นอนทำให้ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดและสะท้อนผ่านราคาออปชัน) สูงขึ้น ซึ่งสามารถนำไปเป็นธีมการลงทุนได้โดยตรง ด้วยลักษณะเหตุการณ์ที่ “ได้หรือเสีย” (binary: ผลลัพธ์ออกได้สองทางและกระทบราคามาก) ข่าวสามารถทำให้ตลาดแกว่งแรง กลยุทธ์อนุพันธ์ (derivatives: สัญญาที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อื่น) ที่ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาขนาดใหญ่จึงน่าสนใจ เช่น ลองสแตรดเดิล (long straddle: ซื้อทั้งคอลและพุตที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังกำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) บน ETF พลังงานหลัก (energy ETFs: กองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในหุ้น/สินทรัพย์กลุ่มพลังงาน) ซึ่งอาจทำกำไรได้หากราคาเคลื่อนไหวแรงในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง