USD/JPY ขยับขึ้นเหนือ 160.00 ชั่วครู่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2024 ก่อนอ่อนกลับมาใกล้ 159.60 และปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง ระดับ 160.00 เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีตที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเคยเข้ามาดำเนินการในตลาดเงิน ทำให้กลับมามีการคาดการณ์อีกครั้งว่าอาจมีมาตรการใหม่
การใช้จ่ายภาคครัวเรือนของญี่ปุ่นลดลง 1.8% เมื่อเทียบรายปีในเดือนก.พ. แย่กว่าที่คาดว่าจะลดลง 0.7% และแย่กว่าครั้งก่อนที่ลดลง 1.0% ค่าจ้างเงินสดแรงงานเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบรายปี ตรงตามคาดแต่ชะลอลงจาก 3.0% และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ (Leading Economic Index: ดัชนีที่ใช้ “คาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจล่วงหน้า”) เพิ่มขึ้นสู่ 112.4
Key Policy And Market Focus
ตลาดประเมินโอกาสราว 70% ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ยปลายเดือนนี้ โดยจับตาดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI: ราคาหน้าโรงงาน/ต้นทางของผู้ผลิต) วันพฤหัสบดี และการประชุมวันที่ 28 เม.ย. เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นกล่าวถึงกิจกรรมเก็งกำไรในตลาดค่าเงินที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นายกรัฐมนตรีมีแผนหารือกับผู้นำอิหร่านและประธานาธิบดีทรัมป์
ฝั่งสหรัฐ กำหนดเส้นตายเวลา 20.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐ (ET) โดยประธานาธิบดีทรัมป์ให้อิหร่านยอมรับการหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือน้ำมันสำคัญ) ใกล้เข้ามา ท่ามกลางการเจรจาที่ชะงัก และราคาน้ำมันอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ สหรัฐโจมตีเป้าหมายบนเกาะคาร์ก (Kharg Island: จุดส่งออกน้ำมันสำคัญของอิหร่าน) ช่วงข้ามคืน และเฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50% ถึง 3.75% ในเดือนมี.ค. โดยจะมีรายงานบันทึกการประชุม FOMC (FOMC Minutes: สรุปรายละเอียดการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของเฟด) และถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่ในวันพุธ
ด้วยความตึงเครียดบริเวณ USD/JPY ระดับ 160.00 และเส้นตายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ใกล้เข้ามา เรามองว่ากลยุทธ์ “ซื้อความผันผวน” เหมาะที่สุด (volatility: ความผันผวนของราคา) สถานการณ์มีความเสี่ยงแบบได้/เสียชัดเจน ราคามีโอกาสแกว่งแรงได้ทั้งสองทาง จึงควรพิจารณาใช้กลยุทธ์ออปชัน เช่น สตรัดเดิล (straddle: ซื้อทั้งสิทธิซื้อและสิทธิขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าทางไหน) หรือสตรางเกิล (strangle: ซื้อสิทธิซื้อและสิทธิขายคนละราคาใช้สิทธิ เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาเหวี่ยงแรง) ซึ่งได้ประโยชน์จากการแกว่งตัวแรงโดยไม่ต้องเดาทิศทาง
เมื่อมองย้อนจากมุมมองในปี 2025 เราจำได้ว่ากระทรวงการคลังเคย “แทรกแซงโดยตรง” (direct intervention: หน่วยงานรัฐเข้าซื้อ/ขายเงินในตลาดเพื่อกดหรือดันค่าเงิน) ในปี 2022 และอีกครั้งในเดือนเม.ย. 2024 เมื่อดอลลาร์ทะลุระดับจิตวิทยาสำคัญ เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้เงินเยนแข็งค่าฉับพลันราว 3 ถึง 5 เยนภายในไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้นความเสี่ยงเกิดเหตุซ้ำจึงสูงมาก ผู้ค้าควรพิจารณาซื้อออปชันสิทธิขาย USD/JPY ระยะสั้น (put option: สิทธิในการขายที่ราคาใช้สิทธิที่กำหนด) เพื่อป้องกันความเสี่ยง หรือเพื่อทำกำไรหากเกิดมาตรการทางการอีกครั้ง
Geopolitical Event Risk And Hedging
เส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพิ่ม “ความเสี่ยงจากเหตุการณ์” (event risk: ความเสี่ยงที่ราคาจะกระโดดแรงจากข่าว/เหตุการณ์เฉพาะหน้า) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตลาดพลังงาน ช่องแคบนี้เป็นจุดคอขวดสำคัญที่มีน้ำมันผ่านราว 21% ของการใช้น้ำมันโลกต่อวัน หรือมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล หากตกลงกันไม่ได้ ราคาน้ำมันอาจพุ่งแรง เราจึงเห็นคุณค่าในการซื้อออปชันสิทธิซื้อแบบนอกเงิน (out-of-the-money call: สิทธิซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบัน) บนสัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์หรือ WTI (crude futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมัน) เพื่อเป็นเครื่องมือคุ้มครองพอร์ต (hedge: ลดความเสี่ยงพอร์ตโดยใช้สินทรัพย์/สัญญาที่เคลื่อนไหวสวนทางหรือชดเชยกัน)
มีความไม่สอดคล้องชัดเจนระหว่างข้อมูลการใช้จ่ายครัวเรือนที่อ่อนแอของญี่ปุ่น กับการที่ตลาดให้น้ำหนักสูงถึง 70% ว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยเดือนนี้ ความต่างนี้ชี้ว่า “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาออปชัน) ของออปชันที่หมดอายุหลังการประชุมวันที่ 28 เม.ย. อาจถูกประเมินต่ำ เรามองว่าเป็นโอกาสในการวางสถานะเผื่อ “เซอร์ไพรส์นโยบาย” ที่อาจทำให้เงินเยนหยุดอ่อนหรือแข็งค่ากลับบางส่วน
แม้ภาพเทคนิคระยะสั้นจะชี้ว่าอาจย่อลงไปแถว 159.30 แต่การเคลื่อนไหวเหล่านี้มีความสำคัญรองลงมาเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจมหภาคที่กำลังจะเกิด (macro events: ปัจจัยระดับประเทศ/โลก เช่น ดอกเบี้ย สงคราม น้ำมัน) การวางสถานะระยะสั้นควรทำแบบ “เชิงจังหวะ” (tactical: ปรับตามสถานการณ์และข่าว) เพราะพาดหัวข่าวจากโตเกียวหรือวอชิงตันสามารถกลบสัญญาณในกราฟระหว่างวันได้ง่าย จุดโฟกัสหลักในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้าควรอยู่ที่การบริหารความเสี่ยงจากการแทรกแซงและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์