GBP/USD ปรับขึ้นมากกว่า 0.20% ในวันอังคาร และซื้อขายใกล้ 1.3241 หลังตลาดมีความหวังเรื่อง “หยุดยิง” (ceasefire: หยุดการสู้รบชั่วคราว) ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน อย่างไรก็ดี รายงานในเวลาต่อมาระบุว่าข้อตกลงยังห่างไกล ทำให้ตลาดกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐอาจดำเนินการเพิ่มเติม เมื่อเส้นตายที่โดนัลด์ ทรัมป์กำหนดใกล้เข้ามา
ความต้องการรับความเสี่ยง (risk appetite: ความพร้อมของนักลงทุนที่จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง) อ่อนลง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นและราคาน้ำมันปรับขึ้น ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index หรือ DXY: ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ลดลง 0.14% สู่ 99.84 แม้โดยทั่วไปดอลลาร์มักเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับ WTI (WTI: น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส เป็นราคามาตรฐานน้ำมันของสหรัฐ)
รายงานระบุว่าสหรัฐโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island) และอิหร่านตอบโต้ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่อีกกระแสข่าวระบุว่าการเจรจาสหรัฐ–อิหร่านถูกปิดช่องทางแล้ว แต่ Tehran Times รายงานว่าช่องทางยังไม่ถูกปิด
คำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ (US Durable Goods Orders: ยอดสั่งซื้อสินค้าที่มีอายุการใช้งานยาว เช่น รถ เครื่องจักร) ลดลง 1.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ แย่กว่าคาดที่ -0.5% ขณะที่ “สินค้าหลัก” (core goods: ตัดรายการผันผวนสูง เช่น อุปกรณ์ขนส่ง) เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบรายเดือน (month on month: เทียบกับเดือนก่อนหน้า) ประธานเฟดนิวยอร์ก จอห์น วิลเลียมส์ ระบุว่า “ช็อกด้านพลังงาน” (energy shock: ราคาพลังงานพุ่งแรงกระทบต้นทุนและเงินเฟ้อ) อาจดันเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเงินเฟ้อปีนี้จะเพิ่มขึ้น 2.75%
แบบสำรวจของเฟดนิวยอร์กระบุว่า “คาดการณ์เงินเฟ้อ” (inflation expectations: มุมมองของประชาชน/ตลาดว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะอยู่ระดับใด) ระยะ 1 ปีอยู่ที่ 3.4% (จาก 3%), ระยะ 3 ปีอยู่ที่ 3.1% (จาก 3%) และระยะ 5 ปีอยู่ที่ 3% ด้านสหราชอาณาจักร ดัชนี PMI ภาคบริการของ S&P Global (Services PMI: ดัชนีชี้ทิศทางกิจกรรมภาคบริการ ค่าเหนือ 50 = ขยายตัว ต่ำกว่า 50 = หดตัว) ลดลงจาก 53.9 เหลือ 50.5 และราคาต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิต (input prices: ต้นทุนที่ธุรกิจจ่าย) ปรับขึ้น
เมื่อย้อนกลับไปปี 2025 ตลาดเผชิญความตึงเครียดตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้แนวโน้มเงินปอนด์ (Sterling: เงินปอนด์อังกฤษ) ถูกกดดัน ความหวังเรื่องหยุดยิงช่วยพยุงได้ช่วงสั้น แต่ปัจจัยหลักยังเป็นข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษที่อ่อนแอและชี้ไปสู่ “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูง” (stagflation: เศรษฐกิจโตต่ำ/ชะลอ แต่เงินเฟ้อสูง) ทำให้ความเชื่อมั่นเปลี่ยนเร็ว
ปัจจุบัน ความเสี่ยงสตักเฟลชันจากปีก่อนยืดเยื้อขึ้น โดยข้อมูล CPI อังกฤษล่าสุดเดือนมีนาคม 2026 (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) ชี้ว่าเงินเฟ้อยังสูงที่ 3.5% มากกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE: Bank of England) ขณะเดียวกัน PMI ภาคบริการของอังกฤษลดลงสู่ 49.2 เข้าสู่โซนหดตัว สะท้อนเศรษฐกิจชะลอลงชัดเจน ภาวะนี้ทำให้ BoE คงท่าที “เข้มงวด” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อ มีแนวโน้มคง/ขึ้นดอกเบี้ย) ได้ยาก เพราะเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยลึกขึ้น
ในทางตรงกันข้าม สหรัฐจัดการแรงกดดันเงินเฟ้อได้ดีกว่าหลังช็อกพลังงานปี 2025 โดยเฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) คงดอกเบี้ยที่ 5.75% ทำให้เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวน เช่น อาหารและพลังงาน) ชะลอลงสู่ 2.9% ส่งผลให้ดอลลาร์มี “ความได้เปรียบด้านผลตอบแทน” (yield advantage: ดอกเบี้ย/ผลตอบแทนสูงกว่าจึงดึงเงินทุน) เหนือปอนด์ ความแตกต่างด้านเศรษฐกิจ (economic divergence: เศรษฐกิจสองประเทศไปคนละทิศ) จึงกว้างขึ้นและหนุนดอลลาร์แข็งค่า
ในมุมมองเชิงเทคนิค (technical picture: การวิเคราะห์จากกราฟราคา) ตั้งแต่ปี 2025 การไม่สามารถทะลุแนวต้าน 1.3500 (resistance: ระดับราคาที่มักมีแรงขาย) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของปอนด์ และการหลุดต่ำกว่าแนวรับของเส้นแนวโน้มขาขึ้นใกล้ 1.3100 (trendline support: เส้นแนวโน้มที่ทำหน้าที่เป็นแนวรับ) ยืนยันว่าฝั่งขายคุมตลาด ส่งผลให้เกิดแนวโน้มขาลงต่อเนื่องจนมาถึงระดับราคาปัจจุบัน