USD/JPY ซื้อขายใกล้ 159.95 ในวันอังคาร พร้อมความผันผวนรุนแรง หลังความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล สหรัฐ และอิหร่าน ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเมื่อ ตลาดตอบสนองต่อถ้อยแถลงใหม่ของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์
บน Truth Social ทรัมป์เตือนว่าจะมี “ผลลัพธ์รุนแรง” หากอิหร่านไม่ทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐที่เชื่อมโยงกับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือสำคัญที่ขนส่งน้ำมันจำนวนมากของโลก) โดยเขาเขียนว่า: “อารยธรรมทั้งอารยธรรมจะตายคืนนี้ และจะไม่มีวันกลับมาได้อีก” และเสริมว่า: “ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น แต่ก็น่าจะเกิดขึ้น”
ตลาดตีความคำพูดดังกล่าวว่า อาจสื่อถึงความเป็นไปได้ของการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และความเสี่ยงที่การสู้รบจะยกระดับขึ้นอีก นอกจากนี้ อิหร่านปิดช่องทางสื่อสารทางการทูตและช่องทางสื่อสารทางอ้อมทั้งหมดกับสหรัฐ ทำให้โอกาสการเจรจาในระยะใกล้ลดลง
บนกราฟ 4 ชั่วโมง USD/JPY อยู่ที่ 159.94 และยังอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา (Simple Moving Average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังในช่วงเวลาที่กำหนด) ทั้ง 20 ช่วงเวลา และ 100 ช่วงเวลา ดัชนี RSI (Relative Strength Index: ตัวชี้วัดโมเมนตัมว่าราคาแข็งแรง/อ่อนแรง) อยู่ใกล้ 61 สูงกว่า 50 และยังไม่อยู่ในโซนซื้อมากเกินไป (overbought: ภาวะที่ราคาปรับขึ้นแรงจนเสี่ยงย่อตัว)
แนวต้านอยู่ที่ 159.95 โดย 160.03 เป็นระดับถัดไปหากราคาทะลุขึ้น ส่วนแนวรับอยู่ที่ 159.71 และแนวรับถัดไปที่ 159.47
หมวดวิเคราะห์ทางเทคนิคจัดทำโดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยเหลือ
ความเสี่ยงของสงครามขนาดใหญ่ดันให้ตลาดโลกผันผวนหนัก เราเห็นดัชนีความผันผวน CBOE (VIX: ตัวชี้วัด “ความกลัว” ของตลาดจากความผันผวนที่คาดการณ์ในตลาดออปชันของ S&P 500) พุ่งแล้วกว่า 35% ใน 24 ชั่วโมง ล่าสุดซื้อขายเหนือ 30 ซึ่งเป็นระดับความกังวลสูงที่ไม่เห็นต่อเนื่องมาตั้งแต่วิกฤตธนาคารภูมิภาคในปี 2025 สภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้กลยุทธ์ที่เน้นทำกำไรจาก “การแกว่งแรงของราคา” เหมาะกว่าการคาดทิศทางเพียงด้านเดียว
สำหรับ USD/JPY แรงดันขึ้นหา 160 มาจากแรงซื้อ “ดอลลาร์” ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven: เงิน/สินทรัพย์ที่คนมักถือเมื่อเกิดวิกฤต) เมื่อโลกเผชิญความเสี่ยงสูง ปัจจัยนี้ยิ่งแรงขึ้นจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้าง โดยดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ที่ 4.75% เทียบกับดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ 0.25% ดอลลาร์ยังเป็นที่พักเงินหลัก แต่สถานะฝั่งซื้อเริ่มหนาแน่นและเสี่ยงมากขึ้น
ต้องจับตาความเสี่ยงการแทรกแซงค่าเงินจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพราะระดับ 160 เป็น “เส้นแบ่งสำคัญ” ของตลาด ย้อนกลับไปปลายปี 2024 ญี่ปุ่นเคยใช้งบหลายพันล้านดอลลาร์เข้าแทรกแซง จนทำให้คู่เงินร่วงแรงหลายเยนภายในไม่กี่ชั่วโมงแบบแทบไม่มีสัญญาณเตือน ความเสี่ยงการกลับตัวฉับพลันและรุนแรงจึงสูงมาก
เมื่อภาพเป็นได้ทั้ง “ทะลุขึ้น” หรือ “ถูกกดลงแรง” ทางเลือกที่ชัดคือเน้นซื้อความผันผวน (profit from volatility: ทำกำไรจากการแกว่ง ไม่ใช่ทายทิศทาง) เรามองว่าการซื้อออปชันแบบ Straddle หรือ Strangle ระยะสั้นที่ราคาใกล้ระดับปัจจุบัน (at-the-money: ราคาใช้สิทธิใกล้ราคาตลาด) บน USD/JPY เหมาะสมกว่า เพราะเปิดโอกาสทำกำไรได้ทั้งขึ้นและลง หากราคาขยับแรงตามความไม่แน่นอนที่ยืนยันแล้ว
วิกฤตนี้ยังกระทบสินค้าโภคภัณฑ์อย่างคาดได้ ซึ่งผู้ลงทุนควรรวมในแผนโดยรวม สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันอ้างอิงเบรนท์) พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ทองคำกลับมายืนยันบทบาทสินทรัพย์ปลอดภัย โดยสัญญาทองคำล่วงหน้าทะลุ 2,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ในตลาดหุ้น ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเริ่มชัด โดยฟิวเจอร์ส S&P 500 (สัญญาล่วงหน้าดัชนี: บ่งชี้ทิศทางตลาดก่อนเปิดจริง) ชี้ว่าอาจเปิดลบมากขึ้น เราเห็นความต้องการพุทออปชัน (put options: สิทธิขายเพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลง) บนดัชนีหลักอย่าง SPX และ NDX พุ่งขึ้น เมื่อผู้ลงทุนเร่งป้องกันความเสี่ยงพอร์ต การถือท่าทีเชิงรับน่าจะเพิ่มขึ้น ตราบใดที่ช่องทางสื่อสารโดยตรงระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังปิดอยู่