ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะดันเงินเฟ้อสหรัฐสูงขึ้น โดยรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) เดือนมีนาคมมีกำหนดประกาศวันศุกร์ ขณะเดียวกันมีรายงานว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น
CPI รายเดือน (month-on-month: เปรียบเทียบกับเดือนก่อน) แบบ “headline” (ตัวเลขรวมทุกหมวด รวมอาหารและพลังงาน) คาดเพิ่มจาก 0.3% ในเดือนกุมภาพันธ์เป็น 1.0% ในเดือนมีนาคม หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน
ดัชนี ISM ภาคบริการหมวด “Prices Paid” (ดัชนีราคาที่ภาคธุรกิจบริการรายงานว่า “จ่ายจริง” สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุน) เพิ่มจาก 63.0 ในเดือนกุมภาพันธ์เป็น 70.7 ในเดือนมีนาคม สูงสุดนับตั้งแต่ตุลาคม 2022 และเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012
ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยรายวันของ AAA ต่อแกลลอนพุ่ง 36.2% ในเดือนมีนาคม และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกวันในเดือนเมษายนจนถึงตอนนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่เห็นปฏิกิริยาชัดเจน ขณะที่ดัชนีการจ้างงานของ ISM ภาคบริการถูกมองว่าอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง
รายงานการประชุม (Minutes: บันทึกรายละเอียดการถกเถียง) ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC: คณะกรรมการของเฟดที่กำหนดดอกเบี้ย) เดือนมีนาคมจะเผยแพร่วันพุธ และอาจสะท้อนความเห็นต่างต่อแนวโน้มนโยบาย โดย “dot plot” (แผนภาพจุดคาดการณ์ดอกเบี้ยของกรรมการเฟด) ค่ากลางปี 2026 ที่เผยในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 3.375% ซึ่งตีความได้ว่าตลาดมองว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ภายใต้สมมติฐานว่าตลาดแรงงานอ่อนแอและอิงข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรล่าสุด (NFP: จำนวนการจ้างงานที่เพิ่ม/ลดในเดือนนั้น ยกเว้นภาคเกษตร)