คำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐฯ (ไม่นับรวมกลาโหม) ลดลง 1.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากงวดก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 0.5%
เมื่อมองย้อนกลับไป การลดลงของคำสั่งซื้อสินค้าคงทนมาอยู่ที่ -1.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าเศรษฐกิจกำลังเริ่มเย็นลงตลอดช่วงที่เหลือของปีนั้น ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “การลงทุนของภาคธุรกิจ” เริ่มชะลอ (หมายถึงบริษัทลดการซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือการลงทุนเพื่อขยายกิจการ) และลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง แนวโน้มดังกล่าวยืนยันว่า “ดอกเบี้ยสูง” เริ่มกดดัน “รายจ่ายลงทุน” อย่างมีนัยสำคัญ (รายจ่ายลงทุนคือเงินที่ธุรกิจใช้ซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เช่น เครื่องจักร โรงงาน ระบบไอที)
ความอ่อนแอภาคการผลิตได้รับการยืนยัน
ความอ่อนแอนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อดัชนี ISM Manufacturing PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต—ใช้วัดทิศทางภาคการผลิต) อยู่ในโซนหดตัว คือ ต่ำกว่า 50 ต่อเนื่องอีกสิบเดือนถัดมา เช่น ในช่วงปลายปี 2025 ดัชนีเคลื่อนไหวแถว 47 เป็นส่วนใหญ่ สะท้อนว่าภาคการผลิตยังซบเซาในวงกว้าง การชะลอตัวแบบทั่วทั้งภาคส่วนนี้บอกว่าตัวเลขเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ไม่ใช่ความผิดปกติชั่วคราว แต่เป็นจุดเริ่มของแนวโน้มที่ชัดเจน
ตลอดครึ่งหลังของปี 2025 ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้ “ความผันผวนโดยนัย” อยู่ในระดับสูง (ความผันผวนโดยนัยคือความคาดหวังของตลาดต่อความแกว่งของราคาในอนาคต ซึ่งสะท้อนผ่านราคาออปชัน) ส่งผลให้ “การทำเฮดจ์” มีต้นทุนแพงขึ้น (เฮดจ์คือการป้องกันความเสี่ยงจากการขาดทุน เช่น ซื้อออปชันเพื่อคุ้มครองพอร์ต) เราเห็นดัชนี VIX ซึ่งมักถูกเรียกว่า “ดัชนีวัดความกลัวของตลาด” เฉลี่ยราว 19 ในช่วงดังกล่าว และมีหลายครั้งที่พุ่งเกิน 22 ในฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ภาวะแบบนี้เอื้อกับนักลงทุนที่ถือสถานะได้ประโยชน์จากความผันผวน หรือวางสถานะเชิงป้องกันด้วย “ออปชัน” (ออปชันคือสัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด โดยไม่บังคับต้องทำ)
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ถูกจำกัดด้วย “เงินเฟ้อพื้นฐาน” ที่ยังยืนสูงกว่า 3% ตลอดเกือบทั้งปี 2025 (เงินเฟ้อพื้นฐานคือเงินเฟ้อที่ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก เพื่อดูแนวโน้มที่แท้จริง) ทำให้ Fed ต้องคงท่าทีคุมเข้มด้านนโยบาย (คุมเข้มหมายถึงใช้นโยบายที่ทำให้การเงินตึงตัว เช่น ดอกเบี้ยสูง) ฉากหลังนี้กดดันความต้องการรับความเสี่ยง และเอื้อกับกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนกู้ยืมสูงและการเติบโตต่ำ ขณะที่ “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น” (ฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยคือสัญญาที่ใช้คาดการณ์/ป้องกันความเสี่ยงทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต) สะท้อนว่าตลาดลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญในระยะใกล้
อย่างไรก็ดี ล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณเปลี่ยนทิศ เมื่อดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนมีนาคม 2026 ออกมาที่ 50.3 เป็นการกลับเข้าสู่โซนขยายตัวครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี ซึ่งชี้ว่าอาจต้องเริ่มทยอยลดการถือสถานะที่เน้นป้องกันอย่างเดียวที่ได้ผลในปีที่ผ่านมา อาจถึงเวลาพิจารณาขาย “พุทฝั่งขาลง” บางส่วนที่มีราคาแพง (พุทคือออปชันให้สิทธิขาย ใช้ป้องกัน/เก็งกำไรขาลง) และเริ่มสร้างสถานะใน “คอลสเปรด” ของกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจ (คอลสเปรดคือกลยุทธ์ออปชันที่ซื้อคอลและขายคอลอีกตัว เพื่อลดต้นทุนและจำกัดกำไร/ขาดทุน เหมาะกับมุมมองว่าราคาจะขึ้นแบบจำกัด)
การวางสถานะรับโอกาสกลับตัว
จากสัญญาณฟื้นตัวระยะแรกนี้ ควรติดตามออปชันบนฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด หากข้อมูลที่จะประกาศ เช่น ยอดค้าปลีกและการจ้างงาน ยืนยันว่าเศรษฐกิจกำลังสร้างฐาน (หมายถึงเริ่มหยุดแย่และค่อยๆ ฟื้น) ตลาดอาจต้องปรับการคาดการณ์เส้นทางนโยบายของ Fed ใหม่ ซึ่งอาจเปิดโอกาสในการวางสถานะเพื่อรับ “เส้นอัตราผลตอบแทนที่ชันขึ้น” (เส้นอัตราผลตอบแทนคือความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรกับอายุคงเหลือ; ชันขึ้นหมายถึงผลตอบแทนระยะยาวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับระยะสั้น มักเกิดเมื่อคาดว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น) ก่อนที่เรื่องเล่าการฟื้นตัวจะถูกตลาดวงกว้างยอมรับเต็มที่