ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดเงิน
เงินเป็นโลหะมีค่า และถูกใช้เพื่อ “เก็บมูลค่า” (store of value: เก็บความมั่งคั่งไว้ไม่ให้มูลค่าหายง่าย) และเป็น “สื่อกลางการแลกเปลี่ยน” (medium of exchange: ใช้แลกซื้อขายแทนเงินตราในบางยุค) สามารถซื้อแบบของจริงได้ เช่น เหรียญหรือแท่ง หรือซื้อขายผ่านกองทุน ETF (Exchange Traded Fund: กองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น) ที่ติดตามราคาตลาดโลก ราคาสามารถขึ้นลงตามความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ (geopolitical risk: ความตึงเครียด สงคราม มาตรการคว่ำบาตร) และความกังวลเศรษฐกิจถดถอย (recession: เศรษฐกิจหดตัว) รวมถึงอัตราดอกเบี้ย เพราะเงิน “ไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ย” (yield: ดอกเบี้ย/รายได้ที่สินทรัพย์จ่าย) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็สำคัญ เพราะโลหะมีค่าตั้งราคาเป็นดอลลาร์ รวมถึงอุปสงค์ (demand: ความต้องการซื้อ) อุปทานจากเหมือง (mining supply: ปริมาณที่ผลิตได้) และอัตราการรีไซเคิล เงินถูกใช้ในอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์และพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะนำไฟฟ้าได้ดีมาก (electrical conductivity: ความสามารถในการนำกระแสไฟฟ้า) มากกว่าทองแดงและทอง ความต้องการในสหรัฐฯ จีน และอินเดียมีผลต่อความผันผวนของราคา รวมถึงความต้องการเครื่องประดับในอินเดีย เงินมักเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกับทอง และใช้อัตราส่วนทอง/เงินเพื่อเปรียบเทียบราคาเมื่อเทียบกัน (Gold/Silver ratio: จำนวนออนซ์ของเงินที่ต้องใช้เพื่อซื้อทอง 1 ออนซ์) โพสต์นี้สร้างด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ (automation tool: โปรแกรมสร้างเนื้อหาอัตโนมัติ) เมื่อเงินซื้อขายแถว 73.53 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เรากำลังเห็นแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน ราคานี้สะท้อนการขยับขึ้นมาก ต่อจากกำไร 3.45% ที่เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ต้นปี 2026 ผู้เทรดอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาที่มูลค่าอ้างอิงจากราคา เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ควรสังเกตแรงโมเมนตัม (momentum: แรงและความเร็วของแนวโน้มราคา) ที่พาราคามาถึงระดับนี้ จากแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง การซื้อคอลออปชัน (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในราคาที่กำหนด) อาจเป็นวิธีที่เหมาะเพื่อหวังทำกำไรต่อ โดยกำหนดความเสี่ยงไว้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาขึ้นมาแรงแล้ว ผู้ที่ถือสถานะซื้อ (long positions: ได้กำไรเมื่อราคาขึ้น) อาจพิจารณาซื้อพุทออปชัน (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายในราคาที่กำหนด) เพื่อป้องกันความเสี่ยง (hedge: ลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวสวนทาง) ซึ่งช่วยล็อกกำไรหากราคาย่อลงระยะสั้นจากระดับที่สูงอยู่ตอนนี้ประเด็นพิจารณากลยุทธ์ออปชัน
ปัจจัยหลักที่หนุนความแข็งแกร่งคือการเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยที่เริ่มปลายปี 2025 หลังจากช่วงดอกเบี้ยสูงในปี 2024 สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยที่ต่ำลงทำให้สินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย (yield-bearing assets: สินทรัพย์ที่จ่ายดอกเบี้ย/ผลตอบแทน เช่น พันธบัตร) น่าสนใจน้อยลง การเปลี่ยนนี้ทำให้โลหะมีค่าที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยอย่างเงินดูน่าสนใจขึ้นสำหรับการถือครอง ความต้องการใช้เงินในอุตสาหกรรมยังเป็นแรงหนุนสำคัญ กระแสเร่งเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาดทั่วโลกทำให้บทบาทของเงินชัดเจนในแผงโซลาร์และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle: รถที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่) การคาดการณ์ในปี 2024 จาก The Silver Institute ที่ระบุว่าความต้องการในอุตสาหกรรมจะเกิน 630 ล้านออนซ์ ได้กลายเป็นแรงหนุนพื้นฐาน (fundamental support: ปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยพยุงราคา) ต่อราคา นักลงทุนจำนวนมากยังได้รับอิทธิพลจากเงินเฟ้อสูง (inflation: ราคาสินค้าโดยรวมแพงขึ้น) ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน ประสบการณ์นั้นทำให้การกระจายการลงทุน (portfolio diversification: แบ่งลงทุนหลายสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยง) และสินทรัพย์จับต้องได้ (tangible assets: ของจริง เช่น โลหะมีค่า) ยังอยู่ในความสนใจ ความต้องการพื้นฐานนี้ทำหน้าที่เป็น “ฐานราคา” ช่วยรองรับเมื่อมีการย่อตัวเล็กน้อย (pullback: ราคาถอยลงชั่วคราว) ควรจับตาอัตราส่วนทอง/เงินที่ 63.95 ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงเหนือ 85 ในต้นปี 2024 มาก แปลว่าเงินให้ผลดีกว่าทองมาระยะหนึ่ง อัตราส่วนที่ต่ำบ่งชี้ว่าเงินไม่ถูกเมื่อเทียบกับทองเหมือนก่อน ผู้เทรดควรดูสัญญาณว่าแนวโน้มนี้เริ่มชะลอหรือไม่ สร้างบัญชี VT Markets แบบใช้งานจริง และ เริ่มเทรด ตอนนี้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets