This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

จากวิกฤตน้ำมันสู่ปัจจุบัน: สงครามขับเคลื่อนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างไร

by VT Markets
/
Mar 12, 2026

ประเด็นสำคัญ

  • ความขัดแย้งในพื้นที่ผลิตน้ำมันหลักมักทำให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกพุ่งขึ้น
  • เหตุการณ์ในอดีต เช่น การคว่ำบาตรน้ำมันปี 1973 และสงครามอ่าวเปอร์เซีย แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศสามารถทำให้ตลาดพลังงานผันผวนได้เร็ว
  • ความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอลทำให้คนกังวลแบบเดียวกัน เพราะตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญของโลก

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเชื่อมโยงกับการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ผลิตพลังงาน ตลาดน้ำมันมักตอบสนองทันที ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น และสุดท้ายกระทบราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคจ่าย

รูปแบบนี้เกิดซ้ำหลายครั้งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 1973 จนถึงความขัดแย้งล่าสุด สงครามที่คุกคามการผลิตน้ำมันหรือเส้นทางขนส่งมักทำให้ราคาพลังงานกระโดดขึ้น

วันนี้ ความกังวลเรื่อง ความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอลกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สะท้อนรูปแบบเดิม ตลาดจับตาตะวันออกกลาง เพราะยังเป็นแหล่งน้ำมันหลักของโลก

การเข้าใจว่าสงครามกระทบ ตลาดพลังงาน อย่างไร จะช่วยอธิบายว่าทำไมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมักขึ้นในช่วงที่การเมืองระหว่างประเทศตึงเครียด (ตลาดพลังงาน = ตลาดซื้อขายสินค้าอย่างน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิง)

วิกฤตน้ำมันปี 1973: แรงสั่นสะเทือนพลังงานระดับโลกครั้งแรก

ตัวอย่างสำคัญที่สงครามดันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้สูงขึ้นคือ วิกฤตน้ำมันปี 1973

ที่มา: Wikipedia

หลังสงครามยมคิปปูร์ระหว่างอิสราเอลกับหลายประเทศอาหรับ สมาชิกขององค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC: กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่ร่วมกันกำหนดนโยบายการผลิตและส่งออก) ออกมาตรการ คว่ำบาตรน้ำมัน (oil embargo: หยุดหรือจำกัดการขายน้ำมัน) ต่อประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล

ผลกระทบเกิดทันที

ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 4 เท่าในไม่กี่เดือน เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในหลายประเทศตะวันตก มีคิวเติมน้ำมันยาว ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้เงินเฟ้อ (inflation: ของแพงทั่ว ๆ ไปเพราะเงินซื้อได้น้อยลง) สูงขึ้น เศรษฐกิจชะลอ และทำให้นโยบายพลังงานของโลกเปลี่ยนไป

วิกฤตครั้งนั้นชี้ชัดว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสามารถทำให้ตลาดพลังงานปั่นป่วนอย่างรวดเร็ว และดันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกให้สูงขึ้น

สงครามอ่าวเปอร์เซียและความผันผวนของตลาดน้ำมัน

อีกตัวอย่างใหญ่คือ สงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990 เมื่ออิรักบุกคูเวต

ตอนนั้นทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญ การบุกทำให้คนกลัวว่าการผลิตน้ำมันทั้งภูมิภาคจะสะดุด

ที่มา: The Guardian

เมื่อความไม่แน่นอนกระจายไปในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากในไม่กี่สัปดาห์ ผู้ค้า (traders: คนหรือบริษัทที่ซื้อขายเพื่อทำกำไร) คาดว่าจะเกิดการขาดแคลนอุปทาน (supply: ปริมาณสินค้าในตลาด) และเริ่มบวกราคา “ความเสี่ยงจากการเมือง” เข้าไป

แม้การผลิตจะกลับมานิ่งหลังมีการแทรกแซงจากนานาชาติ เหตุการณ์นี้ตอกย้ำบทเรียนสำคัญ แม้แค่ “ความเสี่ยง” ที่จะเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ผลิตน้ำมันหลัก ก็ทำให้ราคาเหวี่ยงแรงได้ (ความผันผวน = ราคาเปลี่ยนขึ้นลงเร็วและแรง)

สงครามรัสเซีย–ยูเครนและแรงสั่นสะเทือนพลังงานยุคใหม่

ต่อมา สงครามรัสเซีย–ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอีกครั้ง

รัสเซียเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก เมื่อเริ่มความขัดแย้งในปี 2022 ตลาดพลังงานโลกตอบสนองเร็วจากความกลัวว่าอุปทานจะสะดุด และจาก มาตรการคว่ำบาตร (sanctions: มาตรการกดดัน เช่น ห้ามซื้อขาย) ที่มุ่งไปที่การส่งออกของรัสเซีย

ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง และราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งในยุโรป ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นทั่วโลก ทำให้เงินเฟ้อเพิ่ม และกดดันให้รัฐบาลและธนาคารกลางต้องรับมือกับบิลพลังงานที่สูงขึ้น (ธนาคารกลาง = หน่วยงานกำหนดนโยบายการเงินของประเทศ)

วิกฤตนี้ย้ำอีกครั้งว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของโลกผูกกับเสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างมาก

ทำไมความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอลจึงสำคัญต่อตลาดน้ำมัน

ความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอล ทำให้กังวลเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง เพราะตะวันออกกลางมีบทบาทสำคัญต่ออุปทานพลังงานโลก

มีหลายปัจจัยที่ทำให้ภูมิภาคนี้สำคัญต่อตลาดน้ำมัน

เส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ

จุดสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: ช่องแคบแคบ ๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมาน) น้ำมันที่ขนส่งทางเรือของโลกประมาณ 1 ใน 5 ต้องผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน

ถ้าการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซสะดุด อุปทานน้ำมันโลกอาจลดลง และดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น

การผลิตน้ำมันของภูมิภาค

ตะวันออกกลางยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลก หลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียส่งออกน้ำมันวันละหลายล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลก (บาร์เรล = หน่วยวัดน้ำมัน ประมาณ 159 ลิตร)

ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงที่โรงผลิต ท่อส่ง หรือระบบขนส่งจะเสียหายหรือหยุดชะงัก (โครงสร้างพื้นฐาน = ระบบสำคัญ เช่น ท่อ โรงกลั่น ท่าเรือ)

จิตวิทยาตลาด

ผู้ค้าพลังงานมักตอบสนองต่อความเสี่ยงทางการเมืองก่อนที่อุปทานจะสะดุดจริง แค่มีโอกาสที่เหตุการณ์จะบานปลาย ราคาน้ำมันก็อาจปรับขึ้น เพราะตลาดพยายาม “เผื่อ” ความไม่แน่นอนเข้าไปในราคา

จึงมักเห็นข่าว สงครามอิหร่าน–อิสราเอล มาคู่กับประเด็นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในพาดหัวการเงิน

ทำไมราคาน้ำมันดิบจึงกระทบราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

ราคาน้ำมันดิบมักเป็นต้นทุนหลักของราคาที่ผู้บริโภคจ่ายที่ปั๊ม

เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางการเมือง โรงกลั่น (refiners: โรงงานแปรรูปน้ำมันดิบให้เป็นน้ำมันเบนซิน/ดีเซล) ต้องจ่ายแพงขึ้น ต้นทุนนี้จะส่งต่อไปตามห่วงโซ่อุปทาน (supply chain: ขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงขายหน้าปั๊ม) จนทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลแพงขึ้น

ดังนั้น ความขัดแย้งที่ดันราคาน้ำมันดิบขึ้น มักทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นตาม


เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code