เงินเฟ้อสูงกว่าคาด และตลาดปรับมุมมองราคาใหม่
เงินเฟ้อเยอรมนีพุ่งเป็น 2.7% ถือว่าสำคัญ เพราะขัดกับมุมมองว่า “เงินเฟ้อกำลังชะลอ” ที่ตลาดเชื่อกัน ตัวเลขนี้ไม่เพียงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB: ธนาคารกลางที่ดูแลนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร) แต่การเร่งขึ้นจาก 1.9% ยังบอกว่าความกดดันด้านราคาแรงกว่าที่คิด ตลาดคาดไว้ราว 2.2% ดังนั้นความต่างนี้น่าจะทำให้ตลาดต้องรีบปรับ “คาดการณ์ดอกเบี้ย” ใหม่ (การประเมินว่าดอกเบี้ยในอนาคตจะขึ้นหรือลง) เราควรคาดว่าข้อมูลนี้จะทำให้ ECB มีท่าที “เข้มงวดมากขึ้น” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้น) ในช่วงสัปดาห์ถัดไป การพูดถึงการลดดอกเบี้ยอาจถูกเลื่อนไป และอาจกลับไปกังวลว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่าค่าจ้างภาคการผลิตเยอรมนีเร่งขึ้น 4.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นแรงหนุนให้เงินเฟ้อจากภาคบริการเพิ่มได้ (เงินเฟ้อภาคบริการ: ราคาค่าบริการต่าง ๆ เช่น ขนส่ง สุขภาพ ท่องเที่ยว ปรับขึ้น) ดังนั้นควรเตรียมรับมือ “ผลตอบแทนพันธบัตร” ที่สูงขึ้น และ “ราคาพันธบัตร” ที่ลดลงทั่วเขตยูโร (ผลตอบแทนพันธบัตร: อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนได้จากการถือพันธบัตร มักเคลื่อนไหวสวนทางกับราคา) เราสามารถทำได้ด้วยการ “ขายชอร์ต” ฟิวเจอร์สพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี (Bund futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี) หรือใช้ “สวอปอัตราดอกเบี้ย” (interest rate swaps: สัญญาแลกเปลี่ยนกระแสดอกเบี้ย เพื่อบริหารความเสี่ยงหรือเก็งกำไรทิศทางดอกเบี้ย) เพื่อวางสถานะรับดอกเบี้ยระยะสั้นที่สูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี กระโดดขึ้นเป็น 2.75% เช้านี้ และอาจทดสอบ 3.0% ที่เคยเห็นช่วงปลายปี 2025 หากข้อมูลถัด ๆ ไปยังออกมาดี (หมายถึงยังชี้ว่าเงินเฟ้อแรง) สำหรับตลาดหุ้น นี่เป็นแรงกดดันชัดเจน โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยในดัชนี DAX (DAX: ดัชนีหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของเยอรมนี) เราอาจพิจารณาซื้อ “พุตออปชัน” (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายในราคาที่กำหนด ใช้ป้องกันความเสี่ยงขาลง) ของ DAX หรือดัชนียุโรปอื่นเพื่อกันความเสี่ยงหากตลาดลง ต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นและความเสี่ยงที่ ECB จะคุมเข้มมากขึ้น มักทำให้ “กำไรต่อหน่วย” ของบริษัทลดลง (กำไรต่อหน่วย/อัตรากำไร: ส่วนต่างกำไรเมื่อเทียบกับรายได้) และทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนแย่ลง ความประหลาดใจจากเงินเฟ้อนี้ยังทำให้ความผันผวนเพิ่มขึ้น โดยดัชนี VSTOXX (ตัวชี้วัดความผันผวนของตลาดหุ้นยูโรโซน) พุ่งแล้ว 12% วันนี้ สภาพแวดล้อมแบบนี้เอื้อกับกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งแรง เช่น การซื้อ “สแตรดเดิล” (straddles: ซื้อออปชันทั้งฝั่งขึ้นและฝั่งลงพร้อมกัน เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาแกว่งแรงไม่ว่าทางไหน) นอกจากนี้ หาก ECB เข้มงวดมากขึ้น เงินยูโรมักแข็งค่า ทำให้การถือสถานะ “ซื้อ” EUR/USD (long EUR/USD: คาดว่ายูโรจะแข็งเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ) น่าสนใจบทเรียนจากรอบเงินเฟ้อในอดีต
ย้อนกลับไปปี 2025 เรานึกถึงเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่องในปี 2022 และ 2023 ซึ่งบังคับให้ธนาคารกลางเข้าสู่รอบขึ้นดอกเบี้ยแรงที่หลายคนคิดว่าจบแล้ว ช่วงนั้นสอนว่าเงินเฟ้ออาจ “ลดลงยาก” (sticky: ดื้อ ไม่ยอมลงง่าย) และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายของธนาคารกลาง (pivot: เปลี่ยนจากขึ้นดอกเบี้ยไปเป็นลด หรือกลับกัน) อาจเกิดเร็วและชัดเจน เราควรใช้บทเรียนนี้วันนี้ และไม่มองข้ามปฏิกิริยาของ ECB ต่อข้อมูลใหม่
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets