เส้นทางนโยบาย และความเสี่ยงเงินเฟ้อ
สมาชิกกล่าวว่า BoJ คาดว่าจะปรับระดับ “แรงสนับสนุนทางการเงิน” โดยไม่เว้นช่วงนาน (หมายถึงการกำหนดนโยบายให้กระตุ้นหรือลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ปรับดอกเบี้ย) และควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (เงินเฟ้อที่ตัดความผันผวนระยะสั้นออก) อยู่เหนือ 2% ต่อเนื่อง อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังห่างจาก “ระดับเป็นกลาง” (neutral rate: ระดับดอกเบี้ยที่ไม่เร่งหรือฉุดเศรษฐกิจ) สมาชิกคนหนึ่งกล่าวว่า BoJ ควรขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทันที หากยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจแย่ลง อีกคนกล่าวว่าหากปรับช้าเกินไป (falling behind the curve: ตามสถานการณ์ไม่ทัน) อาจต้องเร่ง “คุมเข้มนโยบายการเงิน” (monetary tightening: ทำให้การเงินตึงขึ้น เช่น ขึ้นดอกเบี้ย ลดการอัดฉีด) อย่างรวดเร็ว และทำให้เศรษฐกิจช็อก สมาชิกหารือความเสี่ยงจากราคาน้ำมันดิบสูง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจซบเซาพร้อมกับราคาสินค้าขึ้น (คล้าย “ชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อ”) พวกเขากล่าวว่าเงินเฟ้อชั่วคราวอาจต้องรอดู แต่หากแรงกดดันด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นจากเงินเยนอ่อนเกินไป หรือเกิด “ผลกระทบรอบสอง” (second-round effects: ราคาสูงทำให้ค่าจ้างขึ้น แล้วค่าจ้างที่สูงดันราคาขึ้นต่อเป็นวงจร) ก็อาจต้องคุมเข้ม ตัวแทนกระทรวงการคลังกล่าวว่า BoJ ควรร่วมมือกับรัฐบาลและประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง USD/JPY อยู่ที่ 160.20 ลดลงจาก 160.46 และถูกระบุว่าเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือนผลต่อภาพตลาดของดอกเบี้ยและเงินเยน
ความเห็นหลักจาก BoJ ส่งสัญญาณชัดว่าจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ เราเห็นว่าสมาชิกเน้นการลงมือโดยไม่เว้นช่วงนาน เพื่อไม่ให้ตามสถานการณ์ไม่ทัน ท่าที “สายเข้ม” (hawkish: ให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อ จึงเอนเอียงไปทางขึ้นดอกเบี้ย) นี้บ่งชี้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจมาเร็วกว่าที่เคยคาด ท่าทีนี้ได้แรงหนุนจากข้อมูลล่าสุดที่ชี้ว่า CPI แบบ “core-core” ของญี่ปุ่นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อยู่ที่ 2.4% และยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% (core-core CPI: เงินเฟ้อที่ตัดทั้งอาหารสดและพลังงานออก เพื่อลดความผันผวน) ย้อนมองปี 2025 การเจรจาค่าจ้าง “ชุนโตะ” (Shunto: การเจรจาค่าจ้างประจำปีของสหภาพแรงงานกับบริษัทใหญ่) ทำให้ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มมากกว่า 4% ซึ่งเป็นฐานให้เงินเฟ้อมาจากอุปสงค์ (demand-driven inflation: คนมีกำลังซื้อ ความต้องการซื้อสูงขึ้นจนดันราคา) ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้กำหนดนโยบายมีเหตุผลพอจะทำให้สภาพการเงินตึงขึ้นอีก สำหรับผู้ซื้อขาย “อนุพันธ์” (derivatives: สัญญาทางการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อื่น เช่น ค่าเงิน ดอกเบี้ย) มุมมองนี้ชี้ว่า “ความผันผวน” ของคู่เงินเยนอาจเพิ่มขึ้น ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดผ่านราคาออปชัน) ของออปชัน USD/JPY น่าจะสูงขึ้น ทำให้กลยุทธ์อย่าง long straddle หรือ strangle น่าพิจารณาก่อนการประชุม BoJ ครั้งถัดไป (straddle/strangle: ซื้อออปชันทั้ง “ขึ้น” และ “ลง” เพื่อหวังได้ประโยชน์จากการแกว่งแรง) ความเสี่ยงเอนไปทางเงินเยนแข็งค่า ทำให้ออปชัน JPY call (สิทธิที่จะซื้อเงินเยนในราคาที่กำหนด) เป็นทางเลือกสำหรับรับโอกาสขึ้นดอกเบี้ยแบบเกินคาด การคาดว่าดอกเบี้ยจะขึ้นต่อควรกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB yields: ผลตอบแทน/ดอกเบี้ยที่ตลาดต้องการจากพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น) ปรับสูงขึ้น เรามองว่าการ “ขาย” สัญญาฟิวเจอร์ส JGB (shorting JGB futures: ทำกำไรเมื่อราคาฟิวเจอร์สลง ซึ่งมักเกิดเมื่อยีลด์ขึ้น) เป็นวิธีตรงในการเล่นมุมมองนี้ โดยสำคัญเพราะญี่ปุ่นผ่านยุค “ควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน” ไปแล้วตั้งแต่ปี 2024 (Yield Curve Control: นโยบายที่ธนาคารกลางกำหนดกรอบยีลด์ระยะยาวด้วยการซื้อขายพันธบัตร) ทำให้แรงตลาดมีผลต่อดอกเบี้ยมากขึ้น อย่างไรก็ดี ต้องระวังจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน ขณะนี้น้ำมันดิบ Brent ซื้อขายใกล้ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สมาชิกบางคนกังวลว่าเงินเฟ้อจากต้นทุน (cost-push inflation: ต้นทุนพลังงาน/วัตถุดิบสูงทำให้ราคาสินค้าขึ้น) จะนำไปสู่เศรษฐกิจซบเซา การถกเถียงภายในนี้เป็นแหล่งความไม่แน่นอนหลัก และอาจทำให้การปรับนโยบายครั้งถัดไปล่าช้า ที่ระดับ USD/JPY 160.20 ความเสี่ยงที่กระทรวงการคลังจะ “แทรกแซงค่าเงิน” โดยตรงสูงมาก (currency intervention: ทางการซื้อ/ขายเงินตราเพื่อดันค่าเงิน) เราเคยเห็นการดำเนินการชัดเจนในปี 2024 เมื่อเงินเยนอ่อนทะลุระดับใกล้เคียงกัน ดังนั้นผู้ซื้อขายควรระวังการถือสถานะ “ขายเยน” (short yen: คาดว่าเยนจะอ่อนต่อ) ขนาดใหญ่ เพราะการแทรกแซงกะทันหันอาจทำให้ค่าเงินย้อนกลับแรงในเวลาไม่นาน (multi-yen reversal: เคลื่อนหลายเยนภายในช่วงสั้น)
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets