ช่องว่างดอกเบี้ยแคบลง
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (interest rate gap)” ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นที่เริ่มแคบลง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนลงในช่วงต้นเดือนมีนาคม ทำให้ตลาดยิ่งเชื่อว่า “ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed)” จะเริ่ม “ลดดอกเบี้ย (cut rates)” ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ขณะเดียวกัน “เงินเฟ้อ (inflation)” ในญี่ปุ่นยังคงสูง โดย “ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของโตเกียว (Tokyo Core CPI—ตัวเลขเงินเฟ้อที่ตัดราคาสินค้าผันผวนบางส่วนออกเพื่อดูแนวโน้มจริง)” ล่าสุดของเดือนมีนาคมอยู่ที่ 2.5% ทำให้มีการพูดถึงว่า “ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan หรือ BoJ)” อาจเดินหน้า “ทำให้นโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ (policy normalization—ค่อย ๆ ลดความผ่อนคลาย เช่น ขึ้นดอกเบี้ย/ลดมาตรการกระตุ้น)” สำหรับผู้เทรด “อนุพันธ์ (derivatives—สัญญาการเงินที่ราคาอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน)” นี่หมายความว่า ความคุ้มค่าเมื่อเทียบ “ความเสี่ยง-ผลตอบแทน (risk-reward)” ของการถือฝั่งขายเยนเริ่มไม่น่าสนใจ เราเคยเห็นกลยุทธ์นี้ทำผลงานดีมากตลอดปี 2025 เพราะ USD/JPY ขยับขึ้นเหนือระดับ 160 หลายครั้ง แต่ตอนนี้ความมั่นใจเริ่มลดลงชัดเจนเมื่อปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนไป ดังนั้น การถือสถานะขายเยนจำนวนมากยิ่งดูเสี่ยงมากขึ้น ผู้เทรดควรพิจารณาลดความเสี่ยง หรือ “ป้องกันความเสี่ยง (hedging—ทำธุรกรรมเพื่อกันขาดทุน เช่น ใช้ออปชันหรือถือสินทรัพย์ฝั่งตรงข้าม)” เผื่อเกิดการแข็งค่าขึ้นแรงของเงินเยน “ความผันผวน (volatility—ระดับการแกว่งของราคา)” ของ “ออปชัน (options—สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในราคาและเวลาที่กำหนด)” ในคู่ USD/JPY เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ 11.2% ซึ่งบอกว่าตลาดกำลังเตรียมรับการเคลื่อนไหวที่ใหญ่กว่าช่วงที่ผ่านมาความเสี่ยงจากสถานะเพิ่มขึ้น
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets