ดอลลาร์แข็งกดดันราคาเงิน
เงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่ากดดันโลหะมีค่า (เช่น ทองและเงิน) ที่ซื้อขายด้วยสกุลดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้กังวลเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลกมากขึ้น และหนุนความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น ตลาดยังประเมินว่า “ธนาคารกลาง” (หน่วยงานของรัฐที่กำหนดนโยบายการเงินและดอกเบี้ย) โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ เฟด) จะยังคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป ความเปลี่ยนแปลงนี้ดัน “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” (ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร) ให้สูงขึ้น ทำให้เงินซึ่งเป็น “สินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผล” (ถือแล้วไม่ได้ดอกเบี้ย) น่าสนใจน้อยลง เงินบางส่วนไหลไปถือเงินสดมากขึ้นเมื่อความผันผวนเพิ่ม และมีการลดสถานะการลงทุน (ลดการถือครอง) เงินไม่ค่อยได้แรงหนุนจากการเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (สินทรัพย์ที่คนมักซื้อเมื่อกังวลความเสี่ยง) เพราะดอลลาร์แข็งและผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงเป็นแรงกดหลัก นักเทรดยังคงจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางควบคู่กับเงินเฟ้อและคาดการณ์นโยบายการเงิน ซึ่งคาดว่าจะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาเงินในระยะใกล้การพิจารณาเรื่องออปชันและการวางสถานะ
เราย้อนมองว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกันต้นปี 2025 เงินอยู่ภายใต้แรงกดจากดอลลาร์ที่แข็งมากและผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น แม้ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศจะรุนแรงขึ้น ช่วงนั้นทำให้เห็นว่าดอลลาร์และความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยสามารถกดแรงซื้อแบบ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ของเงินได้ง่าย ปัจจุบันเงินซื้อขายแถว $31.50 ปัจจัยเดิมยังเป็นตัวหลักที่ต้องติดตาม แรงกดดันสำคัญยังคงเป็น “ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” โดยเฉพาะ “พันธบัตรอายุ 10 ปี” (พันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนใน 10 ปี) ที่ยังอยู่แถว 4.3% หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สูงกว่าที่คาดเล็กน้อย ซึ่งทำให้การถือเงินที่ไม่ให้ดอกเบี้ยมีต้นทุนโอกาสสูงขึ้น จึงควรระวังการซื้อ “คอลออปชัน” (สิทธิในการซื้อ) ระยะยาวที่เป็น “นอกเงิน” (ราคาใช้สิทธิห่างจากราคาตลาด ทำให้ยากที่จะทำกำไร) แทนที่จะทำแบบนั้น อาจใช้กลยุทธ์อย่าง “คอลเดบิตสเปรด” (ซื้อคอลหนึ่งสัญญาและขายคอลอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิต่างกัน เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) เพื่อกำหนดความเสี่ยงและลดเงินที่ต้องจ่ายตอนเริ่มต้น “ความผันผวนโดยนัย” (การคาดการณ์ความผันผวนในอนาคตที่สะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) ของออปชันเงินยังสูง สะท้อนความไม่แน่นอนว่าเฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อใด โดยตลาดประเมินไว้ในไตรมาส 3 ปี 2026 ความผันผวนที่สูงทำให้ “เบี้ยออปชัน” (ราคา/ค่าพรีเมียมที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) แพงขึ้น จึงเหมาะกับการขาย “พุตแบบมีเงินค้ำ” (cash-secured puts: ขายพุตโดยกันเงินสดไว้เผื่อถูกบังคับซื้อสินทรัพย์) หรือ “พุตเครดิตสเปรด” (ขายพุตหนึ่งสัญญาและซื้อพุตอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่า เพื่อลดความเสี่ยงและรับเครดิต) วิธีนี้ช่วยรับรายได้ พร้อมกำหนดระดับราคาที่ต่ำกว่าตลาดปัจจุบันซึ่งผู้เทรดยอมรับได้หากต้องถือเงินจริง “ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY)” (ดัชนีที่วัดความแข็ง/อ่อนของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก) ยังยืนเหนือระดับ 105 เป็นเพดานต่อการปรับขึ้นของโลหะมีค่า เราเคยเห็นรูปแบบนี้ในปี 2025 เมื่อเงินพยายามขึ้น แต่ถูกดอลลาร์แข็งกดไว้ ดังนั้นผู้ที่ถือสถานะซื้อเงินผ่าน “ฟิวเจอร์ส” (สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ผูกกับราคาในอนาคต) หรือ “ETF” (กองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น) ควรพิจารณา “ป้องกันความเสี่ยง” (เฮดจ์: ลดผลกระทบหากราคาเคลื่อนไหวสวนทาง) ด้วยออปชันบนกองทุนที่ติดตามค่าเงินดอลลาร์ เมื่อดูการวางสถานะในตลาด รายงาน “Commitment of Traders (COT)” (รายงานที่บอกการถือครองสัญญาในตลาดฟิวเจอร์สของกลุ่มผู้เล่นต่าง ๆ) ล่าสุดชี้ว่า “กองทุนเฮดจ์ฟันด์” (กองทุนที่ใช้กลยุทธ์หลากหลายเพื่อหวังผลตอบแทน) ลดสถานะ “ถือซื้อสุทธิ” (net-long: ถือฝั่งซื้อรวมมากกว่าฝั่งขาย) ในฟิวเจอร์สเงินเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อโอกาสขึ้นระยะสั้นที่ลดลง ขณะที่แนวคิด “ดอกเบี้ยสูงนาน” กลับมาเด่นอีกครั้ง ท่าทีระมัดระวังของสถาบันทำให้การซื้อ “พุตป้องกัน” (protective puts: ซื้อพุตเพื่อคุ้มครองพอร์ตจากการลง) น่าใช้ เพื่อกันความเสี่ยงหากราคากลับไปทดสอบแนวรับ $30 ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สร้างบัญชีจริง VT Markets ของคุณ และ เริ่มเทรด ได้เลยตอนนี้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets