ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เงื่อนไขการค้า (ซื้อของแพงขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้จากการขาย) ของญี่ปุ่นแย่ลง และเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (สินทรัพย์ที่คนมักถือเมื่อกังวลความเสี่ยง) ขณะที่ตลาดติดตามการเจรจาระหว่างวอชิงตัน–เตหะราน มีรายงานแนวคิดหยุดยิง แต่ยังไม่มีข้อตกลงยืนยัน ความคืบหน้าทางทหารในภูมิภาคทำให้ความต้องการรับความเสี่ยง (risk appetite: ความอยากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง) ต่ำลง หนุนค่าเงินดอลลาร์ เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไมเคิล บาร์ กล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยอาจต้องคงไว้ระยะหนึ่ง เพราะเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย มุมมองนี้ช่วยให้ส่วนต่างผลตอบแทน (yield gap: ช่องว่างผลตอบแทนของพันธบัตร/ดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ) ยังเอื้อดอลลาร์เมื่อเทียบกับเยน ข้อมูลญี่ปุ่นดีขึ้น เช่น การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกฟื้นตัว แต่เยนยังไม่แข็ง USD/JPY ถูกมองว่ากำลังทดสอบกรอบบนของช่วงราคาในรอบหลายปี โดย 160 เป็นระดับสำคัญ ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซง (การเข้าซื้อ/ขายเงินตราเพื่อกดหรือดันค่าเงิน) หากคู่เงินยืนเหนือ 160 ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจำกัดการขึ้นในระยะสั้นอัตราดอกเบี้ยและมุมมองกลยุทธ์
เรามองว่า USD/JPY ขยับเข้าใกล้ 159.00 โดยมีแรงหลักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (US 10-year Treasury yield: ดอกเบี้ยที่ตลาดต้องการจากการถือพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี) อยู่แถว 4.5% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีอยู่ใกล้ 1.1% ทำให้การถือดอลลาร์ให้ผลตอบแทนดีกว่าเยน ช่องว่างนี้ยังหนุนคู่เงิน ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ยังสำคัญ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ดอลลาร์เป็นที่ต้องการในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาพลังงานที่สูงจึงกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยตรง โดยน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate: มาตรฐานราคาน้ำมันดิบของสหรัฐ) ล่าสุดซื้อขายเหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ข้อมูลการค้าล่าสุดของญี่ปุ่นสะท้อนแรงกดดันนี้ โดยยังขาดดุลรายเดือน (นำเข้ามากกว่าส่งออก) เพราะต้นทุนนำเข้าพลังงานพุ่ง ทิศทางนโยบายของธนาคารกลาง (policy divergence: แนวทางต่างกัน) ชัดเจน เพราะเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดยังสูงที่ 3.1% ทำให้เฟดยังไม่มีเหตุผลต้องลดดอกเบี้ยเร็ว ขณะที่ BoJ แม้ส่งสัญญาณเข้มงวด (hawkish: มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อ) แต่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาอาหารและพลังงานออกเพื่อดูแนวโน้มจริง) ต่ำกว่าอยู่ที่ 2.5% จึงแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ น้อยกว่า ส่งผลให้ดอลลาร์ได้เปรียบด้านผลตอบแทน เมื่อเข้าใกล้ 160.00 ต้องระวังความเสี่ยงการแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น ย้อนดูการเคลื่อนไหวรุนแรงช่วงปลายปี 2022 และคำเตือนจากทางการในปี 2024–2025 ทำให้มีโอกาสกลับทิศเร็ว การซื้อคอลออปชัน (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคากำหนดในอนาคต) แบบตรงๆ จึงแพงและเสี่ยงมากขึ้น เพราะความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ตัวเลขที่สะท้อนว่าตลาดคาดความผันผวนสูงแค่ไหน) เพิ่มขึ้น ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า กลยุทธ์อนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ออปชัน) ที่รอบคอบกว่า คือใช้ bull call spread (กลยุทธ์ซื้อคอลแล้วขายคอลอีกตัว เพื่อจำกัดต้นทุนและกำไรสูงสุด) เช่น ซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิ (strike: ราคาที่กำหนดในสัญญาออปชัน) 159.50 และขายคอลที่ 161.00 สำหรับสัญญาหมดอายุเดือนเมษายน วิธีนี้ช่วยได้ประโยชน์หากราคาขึ้นต่อ โดยกำหนดความเสี่ยงและลดต้นทุนล่วงหน้า วางตำแหน่งรับโอกาสทะลุ 160.00 แต่ช่วยกันความเสี่ยงจากการร่วงแรงหากมีการแทรกแซง สร้างบัญชี VT Markets แบบใช้งานจริง และ เริ่มเทรด ตอนนี้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets