This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

ในเดือนกุมภาพันธ์ ราคานำเข้ารายปีของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 1.3% ฟื้นตัวจากการลดลงก่อนหน้าที่ 0.1%

by VT Markets
/
Mar 25, 2026
ดัชนีราคานำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน (กุมภาพันธ์) สูงขึ้นจาก -0.1% ในการอ่านค่าครั้งก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า ราคานำเข้าเปลี่ยนจาก “ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน” มาเป็น “เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน” ตัวเลขนี้เปรียบเทียบราคาของเดือนกุมภาพันธ์กับเดือนเดียวกันเมื่อหนึ่งปีก่อน

การกลับทิศของราคานำเข้าชี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับมา

การกลับทิศอย่างแรงของดัชนีราคานำเข้าแบบเทียบรายปีในเดือนกุมภาพันธ์เป็นสัญญาณสำคัญ การเปลี่ยนจากภาวะราคาลดลง (deflationary คือ ภาวะที่ระดับราคาทั่วไปลดลง) ไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ (inflationary คือ ภาวะที่ระดับราคาทั่วไปเพิ่มขึ้น) ทำให้ความเชื่อของตลาดที่เคยมองว่าแรงกดดันด้านราคา “อยู่ในกรอบแล้ว” ตลอดช่วงใหญ่ของปี 2025 ถูกท้าทาย ตอนนี้ต้องพิจารณาจริงจังว่าเงินเฟ้อรอบใหม่อาจกำลังก่อตัว ข้อมูลนี้ทำให้ทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ “เฟด” คือ หน่วยงานกำหนดนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ) ตัดสินใจยากขึ้น และทำให้การลดดอกเบี้ยช่วงฤดูร้อนไม่แน่นอน เมื่อรวมกับรายงาน CPI เดือนกุมภาพันธ์ (CPI คือ ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ) ที่ชี้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation คือ เงินเฟ้อที่ตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก) ยังอยู่เกิน 3% ตัวเลขราคานำเข้าที่พุ่งนี้น่าจะทำให้ผู้กำหนดนโยบายส่งสัญญาณเข้มงวดมากขึ้น (hawkish คือ มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อเข้ม) ควรปรับสถานะในตราสารอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย (interest rate derivatives คือ สัญญาการเงินที่มูลค่าขึ้นกับอัตราดอกเบี้ย) เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า SOFR (SOFR futures คือ ฟิวเจอร์สที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น SOFR) ให้สะท้อนโอกาสที่การผ่อนคลายระยะใกล้จะลดลง เฟดที่ลังเลมากขึ้นมักหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index หรือ DXY คือ ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก) ตอบสนองแล้ว โดยขึ้นเหนือ 105 เป็นครั้งแรกในปีนี้ เมื่อผู้ค้า/นักลงทุนประเมิน “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” ใหม่ (interest rate differentials คือ ความต่างของดอกเบี้ยระหว่างประเทศ) เราเห็นโอกาสในการวางตำแหน่งเพื่อรับดอลลาร์แข็งค่าเพิ่ม เช่น ใช้ออปชันซื้อ (call options คือ สัญญาที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์ในราคาและเวลาที่กำหนด) หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures contracts คือ สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต) เทียบกับสกุลเงินของประเทศที่ธนาคารกลางมีแนวโน้มผ่อนคลายมากกว่า (dovish คือ มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย/กระตุ้นเศรษฐกิจ) สำหรับตราสารอนุพันธ์หุ้น (equity derivatives คือ สัญญาการเงินที่อ้างอิงราคาหุ้นหรือดัชนีหุ้น) สภาพแวดล้อมนี้ควรเน้นป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น ดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นและเงินเฟ้อที่ยังอยู่สามารถบีบ “กำไรต่อหน่วย” ของบริษัทและกดมูลค่าตลาดได้ ซึ่งเคยเห็นในช่วงที่ขึ้นดอกเบี้ยปี 2022-2023 ควรพิจารณาซื้อออปชันขายเพื่อป้องกันความเสี่ยง (protective puts คือ ออปชันขายที่ช่วยคุ้มครองพอร์ตเมื่อราคาลง) บนดัชนีหลักอย่าง S&P 500 หรือเพิ่มการถือครองที่ได้ประโยชน์จากความผันผวนผ่านฟิวเจอร์ส VIX (VIX futures คือ ฟิวเจอร์สที่อ้างอิงดัชนีความผันผวน VIX)

แรงกดดันจากสินค้าโภคภัณฑ์และการวางตำแหน่งพอร์ต

แหล่งของแรงกดดันราคานำเข้านี้ดูเชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities คือ วัตถุดิบพื้นฐาน เช่น น้ำมัน โลหะ) โดยเฉพาะพลังงานและโลหะอุตสาหกรรม เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude คือ ราคามาตรฐานของน้ำมันดิบชนิดหนึ่ง) เพิ่งทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากการคุมอุปทานของผู้ผลิตรายสำคัญ ต้นทุนวัตถุดิบสำหรับสินค้า (input costs คือ ต้นทุนที่ใช้ผลิตสินค้า) จึงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ควรพิจารณาใช้ออปชันซื้อกับ ETF ที่อิงสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity-linked ETFs คือ กองทุนซื้อขายในตลาดที่ติดตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์) เพื่อรับแนวโน้มนี้

เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code