ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังราคาเงิน
ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงบางส่วนกับความเสี่ยงการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือน้ำมันสำคัญ) เพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ (inflation: ราคาสินค้าและบริการโดยรวมแพงขึ้น) สิ่งนี้ทำให้ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะ “สูงนาน” (higher for longer: ดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงเป็นเวลานาน) ซึ่งมักจำกัดการขึ้นของราคาเงิน ตลาดได้ปรับมุมมองต่อนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve/Fed: หน่วยงานกำหนดดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ) ใหม่ โดยมองว่าดอกเบี้ยจะยังสูงไปตลอดปี ผลตอบแทนที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจะกดเพดานราคาเงิน เพราะเงินถูกตั้งราคาเป็นดอลลาร์ ความผันผวน (volatility: ราคาแกว่งแรงและเร็ว) ยังทำให้เงินไหลไปหาเงินสดและสินทรัพย์ที่ขายได้ง่าย (liquid assets: แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว) จนเกิดแรงขายในหลายตลาด โลหะมีค่าถูกขายเพื่อหาเงินไปวางหลักประกันเพิ่ม (margin calls: โบรกเกอร์เรียกเงินเพิ่มเมื่อพอร์ตขาดทุน/หลักประกันไม่พอ) ลดความเสี่ยง และรักษาเงินทุน ความต้องการเงินได้รับอิทธิพลจากภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics: การเมืองระหว่างประเทศที่กระทบเศรษฐกิจ), ความกลัวเศรษฐกิจถดถอย (recession: เศรษฐกิจหดตัว), อัตราดอกเบี้ย, เงินดอลลาร์สหรัฐ, กระแสเงินลงทุน (investment flows: เงินไหลเข้าออกสินทรัพย์), อุปทานจากเหมือง, และการรีไซเคิล การใช้ในอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโซลาร์ รวมถึงกิจกรรมเศรษฐกิจในสหรัฐ จีน และอินเดีย ก็มีผลต่อราคาแนวโน้มเงินและวิธีการเทรด
เงินมักเคลื่อนไหวไปกับทอง และอัตราส่วนทองต่อเงิน (gold/silver ratio: จำนวนออนซ์ของเงินที่เท่ากับทอง 1 ออนซ์ ใช้เทียบความแพง/ถูกสัมพัทธ์) ถูกใช้เพื่อเปรียบเทียบมูลค่า เมื่อเงินยังไปต่อได้ยากบริเวณ 69 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แรงกดดันหลักมาจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งและผลตอบแทนพันธบัตรที่สูง ตลาดถูกดึงระหว่างความตึงเครียดตะวันออกกลางที่ควรช่วยหนุนราคา กับมุมมองนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (restrictive monetary policy: ดอกเบี้ยสูง/ลดสภาพคล่องเพื่อกดเงินเฟ้อ) ที่จำกัดการขึ้นจริง สำหรับนักเทรดจึงเป็นสภาพแวดล้อมที่ยาก เพราะแรงขึ้นมักหมดเร็ว เรื่องเล่า “ดอกเบี้ยสูงนาน” ฝังแน่นแล้ว ซึ่งเป็นแรงต้านใหญ่สำหรับสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกผลอย่างเงิน เราเห็นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีทรงตัวเหนือ 4.4% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index/DXY: ตัวชี้วัดความแข็งของดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) ยังอยู่เหนือ 105 ทำให้เงินที่ตั้งราคาด้วยดอลลาร์แพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ ตลาดกำลังให้ราคาว่ามีโอกาสลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งจากเฟดภายในสิ้นปีนี้ จึงลดแรงเก็งกำไร (speculative appeal: ความน่าดึงดูดสำหรับการซื้อขายหวังกำไรระยะสั้น) ในโลหะมีค่า จากภาพรวมนี้ การขายออปชันคอลที่อยู่นอกกรอบราคา (out-of-the-money call options: สัญญาซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาปัจจุบัน จึงยากที่จะได้กำไรทันที) หรือทำสเปรดคอลขาลง (bear call spread: กลยุทธ์ขายคอลราคาใช้สิทธิต่ำและซื้อคอลราคาใช้สิทธิสูง เพื่อลดความเสี่ยง) เป็นแนวทางที่ใช้ได้ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า วิธีนี้ทำให้ผู้เทรดเก็บค่าเบี้ยประกัน (premium: เงินที่ได้/จ่ายเมื่อซื้อขายออปชัน) โดยคาดว่าเงินจะวิ่งในกรอบหรืออ่อนลง และยังผ่านแนวต้านสำคัญไม่ได้เพราะดอลลาร์แข็ง ข้อดีคือความเสี่ยงของสเปรดถูกกำหนดไว้ (defined risk: รู้ขาดทุนสูงสุดล่วงหน้า) ซึ่งเหมาะกับตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้ราคาพุ่งได้ฉับพลัน ในเชิงประวัติศาสตร์ อัตราส่วนทองต่อเงินตอนนี้อยู่สูงกว่า 88:1 ซึ่งในอดีตมักตีความว่าเงิน “ถูก” เมื่อเทียบกับทอง สำหรับผู้ที่มุมมองขาขึ้นระยะยาว นี่อาจเป็นโอกาสทยอยสะสมคอลออปชันอายุยาว (long-dated call options: ออปชันที่หมดอายุไกล) เพื่อรอการกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (mean reversion: ราคา/อัตราส่วนมีแนวโน้มกลับไปใกล้ค่าเฉลี่ยเดิม) เมื่อการเงินผ่อนคลาย ยังต้องคำนึงถึงแรงหนุนจากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยพยุงราคา เราเห็นการใช้ในอุตสาหกรรมทำสถิติสูงในปี 2025 จากการเติบโตของแผงโซลาร์และยานยนต์ไฟฟ้า และแนวโน้มนี้คาดว่าจะยังดูดซับอุปทานโลกจำนวนมาก จึงหมายความว่าแม้ปัจจัยการเงินจะกดเพดานราคา แต่โอกาสที่ราคาจะร่วงหนักมากอาจไม่สูง
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets