แรงกดดันรอบใหม่ต่อเครือข่ายก๊าซอิหร่าน
มีรายงานว่าโครงสร้างพื้นฐานก๊าซของอิหร่านกลับมาเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง สำนักข่าวกึ่งทางการ Fars ของอิหร่านรายงานว่า สำนักงานของบริษัทก๊าซและสถานีลดแรงดัน (pressure-reduction station คือจุดลดความดันก๊าซให้ปลอดภัยก่อนส่งต่อไปตามท่อ/ผู้ใช้) ถูกโจมตีในอิสฟาฮาน นอกจากนี้มีรายงานว่า “กระสุน/วัตถุโจมตี” (projectile คือสิ่งที่ถูกยิงออกไป เช่น จรวดหรือกระสุนปืนใหญ่) พุ่งชนท่อส่งก๊าซที่จ่ายให้โรงไฟฟ้าในคอร์รอมชาห์ร์ ช่องแคบฮอร์มุซถูกระบุว่าแทบ “ปิดใช้งาน” ทำให้การค้าพลังงานสะดุดและพยุงราคาน้ำมัน (ช่องแคบฮอร์มุซคือทางผ่านเรือบรรทุกน้ำมันสำคัญของโลก หากเรือผ่านยาก น้ำมันส่งออกช้าหรือขาดช่วง) ตลาดยังติดตามความกังวลว่า “ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น” อาจดันเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มอีกครั้ง ความคาดหวังว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น หนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมักจำกัดการขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตั้งราคาเป็นดอลลาร์ เช่น น้ำมัน (เพราะเมื่อดอลลาร์แข็ง ผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่นต้องจ่ายแพงขึ้น)อุปทานตึงตัว และตลาดไวต่อข่าว
สถานการณ์อุปทานยังตึงตัวในเดือนมีนาคม 2026 รายงานสัปดาห์ที่แล้วของ EIA (หน่วยงานข้อมูลพลังงานสหรัฐฯ) ระบุว่า “สต็อกลดลง” แบบเหนือคาด 2.8 ล้านบาร์เรล (inventory draw คือปริมาณน้ำมันคงคลังลดลง) สวนทางกับคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น และทำให้สต็อกสหรัฐฯ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีของช่วงเดียวกันราว 6% ขณะเดียวกัน “กำลังการผลิตสำรองของโลก” (spare production capacity คือกำลังผลิตที่ยังเร่งเพิ่มได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน) ก็เหลือน้อยมาก โดยประมาณการล่าสุดอยู่ต่ำกว่า 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตลาดยัง “ไวต่อเหตุการณ์” มาก ตัวอย่างชัดเจนคือเดือนที่แล้ว เมื่อการขนส่งสะดุดเล็กน้อยใกล้ “จุดคอขวด” สำคัญ (chokepoint คือเส้นทางแคบ ๆ ที่เรือ/การขนส่งต้องผ่าน หากติดขัดจะกระทบมาก) ทำให้ราคาพุ่ง $3 ในวันเดียวก่อนย่อลง เหตุนี้สะท้อนว่า “ส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์” (geopolitical risk premium คือราคาที่ถูกบวกเพิ่มเพราะความเสี่ยงจากการเมือง/สงคราม) ยังเป็นปัจจัยที่ผู้ซื้อขายต้องคำนึงถึง ในปี 2025 ความเสี่ยงที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยเคยกดดันราคาน้ำมัน แต่ตอนนี้ภาพเปลี่ยนไป หลังเฟดหยุดการคุมเข้ม เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น โดย “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยเฟด” (Fed funds futures คือสัญญาที่สะท้อนการคาดการณ์ดอกเบี้ยในอนาคต) ขณะนี้ให้น้ำหนักราว 70% ว่าอาจลดดอกเบี้ยภายในกันยายน 2026 ดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนลง (ปีนี้อ่อนลง 4% เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก) ยังเป็นแรงหนุนต่อน้ำมันดิบ สำหรับผู้ซื้อขาย “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives คือสัญญาทางการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อื่น เช่น น้ำมัน) ภาพนี้ชี้ว่า การซื้อ “ออปชันคอล” (call option คือสิทธิในการซื้อในราคาที่กำหนด เพื่อหวังราคาขึ้น) ยังเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ หากยังมีความเสี่ยงที่ราคาจะพุ่งฉับพลัน การถือคอลระยะยาวในช่วง $100–$110 อาจให้ผลตอบแทนมากหากความตึงเครียดปะทุ การใช้ “สเปรดคอลขาขึ้น” (bull call spread คือซื้อคอลและขายคอลอีกตัวที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุน แต่จำกัดกำไรสูงสุด) ช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นในช่วงที่ความผันผวนสูง (volatility คือความแกว่งขึ้นลงของราคา) อย่างไรก็ดี หากมีความคืบหน้าทางการทูตที่น่าเชื่อถือในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันอาจอ่อนลงเร็ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการคลี่คลายสถานการณ์ ผู้ถือสถานะฝั่งขึ้นควรพิจารณาซื้อ “ออปชันพุท” ที่อยู่นอกระดับราคา (out-of-the-money put คือพุทที่ราคาใช้สิทธิยังไม่เป็นประโยชน์ ณ ตอนซื้อ ใช้เป็นประกันความเสี่ยงหากราคาร่วง) เพื่อช่วยปกป้องกำไรและจำกัดขาดทุน หากความเสี่ยงด้านอุปทานที่ครองตลาดตั้งแต่ปี 2025 เริ่มลดลง
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets