ผลต่อแนวนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น
เงินเฟ้อที่ออกมาต่ำกว่าคาดทำให้แรงกดดันต่อธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan/BoJ: หน่วยงานกำหนดนโยบายการเงินของญี่ปุ่น) ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย (interest rate: ต้นทุนการกู้ยืม/ผลตอบแทนการฝาก) ลดลง จึงควรทบทวนมุมมองตลาดที่เชื่อว่าจะขึ้นดอกเบี้ยรอบสองภายในกลางปี ข้อมูลชี้ว่าแรงดันด้านราคาโดยรวมไม่ได้แรงอย่างที่เคยคิด ผลที่เห็นชัดสุดคือเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve/Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐ) คงดอกเบี้ยไว้ราว 3.5% ไปจนถึงปลายปี 2025 ทำให้ “ส่วนต่างดอกเบี้ย” (interest rate gap: ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศที่มีผลต่อเงินทุนไหล) ยังสูง กลยุทธ์ที่พอเป็นเหตุเป็นผลคือซื้อออปชัน “คอล” ของ USD/JPY (call option: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในราคาที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด; USD/JPY คือคู่เงินดอลลาร์สหรัฐเทียบเยน) ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า โดยมองเป้าหมายการขึ้นเหนือระดับ 155 สำหรับนักลงทุนหุ้น ค่าเงินเยนที่อ่อนและธนาคารกลางที่ยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นผลบวกต่อหุ้นญี่ปุ่น โดยเฉพาะบริษัทส่งออก ดัชนี Nikkei 225 (ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น 225 บริษัท) เพิ่มขึ้นมากกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี และเพิ่งทะลุระดับ 42,000 จึงอาจพิจารณาถือสถานะซื้อ (long position: ได้กำไรเมื่อราคาขึ้น) ในสัญญาฟิวเจอร์สนิกเคอิ (Nikkei futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอิงดัชนีนิกเคอิ) เพื่อรับแรงหนุนต่อเนื่องข้อควรคำนึงด้านความผันผวนและการถือสถานะ
สถานการณ์นี้คล้ายปี 2024 ที่นักเทรดพยายามคาดการณ์ล่วงหน้าว่า BoJ จะเปลี่ยนนโยบาย แต่ BoJ เลื่อนเพราะข้อมูลเศรษฐกิจอ่อน ดังนั้น “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ตัวเลขที่สะท้อนว่าตลาดคาดว่าราคาจะเหวี่ยงมากแค่ไหน คำนวณจากราคาออปชัน) ของเงินเยนอาจลดลง เพราะโอกาสขึ้นดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพรส์ลดลง การขายความผันผวนระยะสั้นใน USD/JPY (เช่น ขายออปชันระยะใกล้: ได้ประโยชน์หากราคาเหวี่ยงน้อยลง) อาจทำกำไรได้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets