ความเสี่ยงตะวันออกกลางหนุนแรงซื้อดอลลาร์
อิหร่านระบุว่าอาจยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และอาจเล็งไปที่โรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเล (water desalination facilities: โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล) ทั่วตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในปี 2026 น้อยลง ส่งผลบวกต่อดอลลาร์สหรัฐ เฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางของสหรัฐ) คาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางใหญ่บางแห่งส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อที่กลับมา เรื่องนี้จำกัดแรงขึ้นของ DXY และทำให้การวางสถานะลงทุน (positioning: การถือซื้อ/ขายในตลาด) ยังระมัดระวัง ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก คิดเป็นมากกว่า 88% ของปริมาณซื้อขายตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั่วโลก (foreign exchange turnover: มูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดเงินตรา) หรือราว 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน ตามข้อมูลปี 2022 เฟดตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 2% และสามารถใช้นโยบายเพิ่มเงินเข้าระบบ (quantitative easing: อัดฉีดสภาพคล่อง) หรือลดเงินในระบบ (quantitative tightening: ดึงสภาพคล่องออก) เพื่อมีอิทธิพลต่อดอลลาร์ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐยืนเหนือ 99.50 ได้ค่อนข้างมั่นคง ส่วนใหญ่เพราะความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางทำให้นักลงทุนหันไปหาความปลอดภัยของดอลลาร์ เรามองว่านี่เป็นแนวรับชั่วคราวของดอลลาร์ เพราะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk: ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ) ประเมินราคาในระยะยาวได้ยาก ผู้เทรดควรมองความแข็งแกร่งนี้อย่างระวัง เพราะขับเคลื่อนด้วยความกลัวมากกว่าปัจจัยเศรษฐกิจที่แข็งแรงเพียงอย่างเดียวเงินเฟ้อจากน้ำมันและความคาดหวังการลดดอกเบี้ย
สถานการณ์นี้กดดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยสัญญาซื้อล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงราคาน้ำมันเบรนท์) ตอนนี้ซื้อขายเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่อเนื่องที่ไม่เห็นตั้งแต่วิกฤตพลังงานปี 2022 การพุ่งขึ้นนี้เพิ่มความกังวลเงินเฟ้อโดยตรง และทำให้ตลาดทบทวนโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX: ตัวชี้วัดความกลัว/ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ) ก็สะท้อนความกังวล โดยล่าสุดขึ้นเหนือ 25 ซึ่งมักหนุนการถือสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven assets: สินทรัพย์ที่คนมักถือเมื่อเสี่ยงสูง) อย่างดอลลาร์ แม้เฟดส่งสัญญาณว่าอาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2026 แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังอยู่ทำให้แม้แต่การลดครั้งเดียวนั้นก็ไม่แน่นอน เราเห็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยเฟด (Fed Funds futures: สัญญาที่สะท้อนการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ) ปรับตัวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ โดยความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยช่วงฤดูร้อนลดลงมาก การปรับคาดการณ์ดอกเบี้ยนี้เป็นแรงหลักที่ทำให้ดอลลาร์ยังแข็ง อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางใหญ่บางแห่งอยู่คนละจุดและส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อของตัวเอง เช่น ความเห็นล่าสุดจากธนาคารกลางยุโรป (ECB: ธนาคารกลางของกลุ่มยูโรโซน) ค่อนข้างแข็งกร้าวมากขึ้น หาก ECB ขึ้นดอกเบี้ยแบบไม่คาดคิด (surprise hike: ขึ้นดอกเบี้ยเกินที่ตลาดคาด) ยูโรอาจแข็งขึ้นเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และเป็นแรงต้านสำคัญต่อ DXY เมื่อแรงหนุนและแรงกดมีทั้งสองด้าน การเดิมพันทิศทางดอลลาร์แบบตรง ๆ เป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยงสูงในตอนนี้ เรามองว่าแนวทางที่รอบคอบกว่าคือเทรดจากความผันผวนค่าเงินที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น การใช้กลยุทธ์ออปชัน (options strategies: การซื้อขาย “สิทธิ” ซื้อ/ขาย) เช่น สแตรดเดิล (straddles: ซื้อสิทธิซื้อและสิทธิขายพร้อมกันเพื่อได้กำไรเมื่อราคาขยับแรงไม่ว่าทิศไหน) บนคู่หลักอย่าง EUR/USD หรือ USD/JPY อาจเหมาะ เพราะได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวรุนแรงทั้งขึ้นหรือลง โดยไม่ต้องเดาว่าอะไรเป็นตัวจุดชนวน เมื่อเราย้อนดูตลาดปี 2022 จากมุมมองในปี 2025 เราพบรูปแบบคล้ายกัน คือช็อกด้านพลังงานทำให้ดอลลาร์แข็ง เพราะเฟดคุมเข้มนโยบาย (tightened policy: ปรับนโยบายให้ตึง เช่น ขึ้นดอกเบี้ย/ลดสภาพคล่อง) แต่แรงขึ้นนั้นค่อย ๆ หมดไปเมื่อธนาคารกลางอื่นเริ่มวงจรขึ้นดอกเบี้ยแรงของตัวเอง ประวัตินี้ชี้ว่า ความแข็งของดอลลาร์รอบนี้อาจไม่ยืนยาว เว้นแต่ความขัดแย้งจะรุนแรงกว่าระดับปัจจุบันมาก
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets