Central Bank Demand Supports Gold
การซื้อทองของธนาคารกลางอาจช่วยพยุงความต้องการทองคำ ทุนสำรองทองคำทางการของจีนเพิ่มขึ้นเป็นสถิติ 2,309 ตัน หลังธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China หรือ PBoC) ซื้อทองต่อเนื่อง 16 เดือน ธนาคารกลางเป็นผู้ถือทองรายใหญ่ที่สุด และเพิ่มการถือครอง 1,136 ตัน มูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ตามข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council ซึ่งเป็นองค์กรที่รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ตลาดทองคำ) ทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries คือพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ) และอาจเคลื่อนไหวสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ราคาทองคำอาจตอบสนองต่อความตึงเครียดทางการเมืองโลก ความกลัวเศรษฐกิจถดถอย และอัตราดอกเบี้ย เพราะทองคำ “ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย” (no yield คือถือแล้วไม่ได้ดอกเบี้ยเหมือนเงินฝากหรือพันธบัตร) และเพราะทองถูกตีราคาเป็นดอลลาร์ การเปลี่ยนแปลงค่าเงินดอลลาร์จึงกระทบคู่ XAU/USD (XAU คือรหัสทองคำ, USD คือดอลลาร์; XAU/USD คือราคาทองเทียบดอลลาร์) เมื่อทองร่วงลงมาที่ 4,460 ดอลลาร์ ภาพระยะสั้นยังถูกกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่า ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index หรือ DXY เป็นดัชนีวัดความแข็งค่าของดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินสกุลหลัก) กำลังเข้าใกล้ 108 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี ทำให้ทองที่คิดเป็นดอลลาร์แพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ ด้วยแรงส่งแบบนี้ ตลาดจึงอาจพิจารณา “พุตออปชัน” (put options คือสัญญาที่ได้สิทธิขายในราคาที่กำหนด มักใช้ทำกำไรเมื่อคาดว่าราคาจะลง หรือใช้ป้องกันความเสี่ยง) หรือ “ชอร์ตฟิวเจอร์ส” (shorting futures คือเปิดสถานะขายในสัญญาล่วงหน้าเพื่อหวังทำกำไรจากราคาลดลง) เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือหวังทำกำไรจากการไหลลงไปหาแนวรับ 4,300 ดอลลาร์ในระยะสั้นRates Yields And Gold Pressure
การที่เฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50% ถึง 3.75% และส่งสัญญาณว่ามีโอกาสลดเพียงครั้งเดียว ทำให้ต้นทุนของการถือสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยอย่างทองคำสูงขึ้น เราเห็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีทรงตัวเหนือ 4.5% ซึ่งแข่งขันกับทองคำในการดึงเงินที่ต้องการความปลอดภัย “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (opportunity cost คือผลตอบแทนที่พลาดไปจากการไม่เลือกอีกทางที่ให้ผลตอบแทน) ที่สูงเป็นตัวกดดันทอง ทำให้การดีดขึ้นมีแรงต้านมาก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude คือราคามาตรฐานอ้างอิงของน้ำมันดิบในตลาดโลก) เหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ตลาดให้น้ำหนักกับผลต่อเงินเฟ้อมากกว่าบทบาท “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven คือสินทรัพย์ที่คนมักซื้อเมื่อเสี่ยงสูง) ของทอง ความกังวลเงินเฟ้อนี้ทำให้เฟดยัง “เข้มงวด” (hawkish คือเอนเอียงไปทางคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) นำไปสู่แรงหนุนดอลลาร์และกดทอง ผู้ลงทุนจึงควรระวัง เพราะแรงซื้อทองจากเหตุการณ์การเมืองโลกถูกกลบด้วยความกังวลเรื่องนโยบายดอกเบี้ย อีกด้านหนึ่ง ยังมีแรงพยุงจากการซื้อของธนาคารกลาง ทองคำสำรองของจีนขยายเกิน 2,800 ตันจากการซื้ออย่างต่อเนื่อง ช่วยรองรับราคา ข้อมูลของสภาทองคำโลกปลายปี 2025 ยังระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อรวมเกิน 1,000 ตันเป็นปีที่สามติดต่อกัน แนวโน้มนี้ช่วยจำกัดการปรับลงของราคา แรงดึงระหว่างเฟดที่เข้มงวดกับความต้องการจากภาครัฐทำให้ตลาดผันผวน ดัชนีความผันผวนของทอง CBOE (CBOE Gold Volatility Index หรือ GVZ คือดัชนีที่สะท้อนความคาดหวังความผันผวนของราคาทองจากราคาออปชัน) เพิ่มขึ้นไปสูงสุดนับตั้งแต่ความปั่นป่วนของภาคธนาคารในปี 2024 สำหรับผู้เทรดสัญญาอนุพันธ์ (derivatives คือเครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น ออปชันและฟิวเจอร์ส) กลยุทธ์อย่าง “สตรัดเดิล” (straddle คือซื้อทั้งคอลและพุตที่ราคาใช้สิทธิเดียวกันเพื่อหวังได้กำไรจากการแกว่งแรง) หรือ “สตรางเกิล” (strangle คือซื้อคอลกับพุตคนละราคาใช้สิทธิ เพื่อเน้นต้นทุนต่ำแต่ต้องการการแกว่งมากขึ้น) อาจใช้เพื่อทำกำไรจากการแกว่งขึ้นหรือลงในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets