ภาพทางเทคนิคและบริบทของแนวโน้ม
บนกราฟรายวัน EUR/USD ยังอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย (Simple Moving Average: SMA) ระยะ 50 วัน 100 วัน และ 200 วัน (SMA คือเส้นที่คำนวณ “ราคาเฉลี่ย” ของช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อช่วยดูแนวโน้ม) คู่เงินยังทำ “จุดสูงใหม่ที่ต่ำลง” ต่อเนื่อง นับจากเริ่มช่วงปรับฐานจากบริเวณ 1.2000 (ช่วงปรับฐานคือการย่อตัว/แกว่งเพื่อพักตัวหลังวิ่งแรง) โมเมนตัมค่อนข้างเบา โดยดัชนี RSI 14 วันอยู่ใกล้ 43 (RSI หรือ Relative Strength Index คือดัชนีวัดแรงซื้อ-แรงขาย ค่าใกล้ 70 มักสื่อว่าเริ่มร้อนแรง ส่วนใกล้ 30 มักสื่อว่าเริ่มอ่อนแรง) ก่อนหน้านี้ RSI เคยลงต่ำกว่า 30 แต่ยังไม่เห็นการเร่งขึ้นหรือลงชัดเจน แนวต้านอยู่ที่ 1.1600 และมีโซนกว้างใกล้ 1.1670-1.1730 (แนวต้านคือบริเวณที่ราคามักขึ้นผ่านได้ยาก) ถ้าราคาทะลุเหนือโซนนั้นได้ อาจไปทาง 1.1900 และ 1.2000 แนวรับอยู่ใกล้ 1.1400 (แนวรับคือบริเวณที่ราคามักลงต่อได้ยาก) หากหลุดลงไป อาจลงต่อไปหา 1.1300-1.1200การเปลี่ยนแปลงของภาพเศรษฐกิจมหภาค
ข้อมูลล่าสุดยืนยันการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคแบบปรับให้เทียบกันได้ของยูโรโซน (Harmonised Index of Consumer Prices: HICP) เดือนกุมภาพันธ์ออกมาที่ 3.1% และยังลดลงยาก ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ถูกกดดัน (HICP คือมาตรวัดเงินเฟ้อที่ใช้วิธีเดียวกันในหลายประเทศเพื่อเทียบกันได้) ขณะที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (Non-Farm Payrolls: NFP) ล่าสุดสะท้อนว่าการเพิ่มงานชะลอลงมาเหลือ 155,000 ต่ำกว่าที่คาด ทำให้ตลาดให้น้ำหนักว่าเฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) อาจ “ผ่อนคลายมากขึ้น” ในครึ่งหลังของปี (dovish คือแนวคิดที่เน้นลดดอกเบี้ย/ขึ้นดอกเบี้ยน้อยลง) ดัชนีเงินดอลลาร์สะท้อนความอ่อนแรงนี้ โดยขณะนี้ซื้อขายแถว 95.50 สำหรับสัปดาห์ถัดไป ควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการขึ้นต่อ หรือการแกว่งในกรอบที่ระดับสูงขึ้น การซื้อออปชัน “คอล” (call option คือสัญญาที่ให้สิทธิ์ซื้อในราคาและเวลาที่กำหนด) โดยกำหนดราคาใช้สิทธิ์ (strike price คือราคาที่ตกลงไว้ในสัญญา) ที่ระดับ 1.2000 ซึ่งเป็น “ระดับทางจิตวิทยา” (หมายถึงเลขกลม ๆ ที่นักลงทุนมักจับตา) อาจช่วยเก็บโอกาสหากเกิดการทะลุขึ้น กลยุทธ์นี้ทำให้ผู้เทรดรับประโยชน์จากยูโรที่แข็งค่าต่อได้ และจำกัดความเสี่ยงสูงสุดไว้ที่ “ค่าเบี้ย” (premium คือเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสัญญาออปชัน) อีกทางหนึ่ง หากคาดว่าราคาจะพักฐาน การขายออปชัน “พุต” (put option คือสัญญาที่ให้สิทธิ์ขายในราคาและเวลาที่กำหนด) ที่อยู่ “นอกเงิน” (out-of-the-money คือราคาใช้สิทธิ์ยังไม่คุ้มที่จะใช้สิทธิ์ ณ ราคาปัจจุบัน) โดยตั้ง strike ใกล้แนวรับ 1.1700 เป็นอีกวิธีหนึ่ง วิธีนี้ทำให้เราได้รับค่าเบี้ย โดยมองว่าคู่เงินจะไม่หลุดลงแรงในระยะสั้น ค่า “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility คือความผันผวนที่ตลาดคาดและสะท้อนในราคาออปชัน) ปัจจุบันราว 8.5% ทำให้กลยุทธ์ขายค่าเบี้ยดูน่าสนใจพอสมควร เพื่อคุมความเสี่ยง ต้องจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่อาจเปลี่ยนมุมมองอย่างรวดเร็ว การทำ “เฮดจ์” (hedge คือการลดความเสี่ยงด้วยการถือสินทรัพย์/สัญญาที่ช่วยชดเชยความเสียหาย) อาจทำได้ด้วยการซื้อพุตที่ “นอกเงินมาก” (far out-of-the-money คืออยู่ไกลจากราคาปัจจุบันมาก โอกาสใช้สิทธิ์ต่ำ แต่ราคาถูกกว่า) แถว 1.1550 เพื่อป้องกันพอร์ตหากกลับไปสู่ภาวะลบของปีก่อน วิธีนี้เป็นเหมือนประกันต้นทุนต่ำ หากดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างกะทันหัน
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets