สต็อกน้ำมันบนเรือบ่งชี้ว่าอุปทานตึงตัวขึ้น
Bloomberg รายงานข้อมูล Vortex ที่ชี้ว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่เก็บ “บนเรือในทะเล” (seaborne storage: การเก็บน้ำมันไว้ในเรือบรรทุกระหว่างลอยลำ/รอขนถ่าย) ลดลงอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้อาจนำไปสู่การที่สหรัฐ “ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร” (sanctions: มาตรการลงโทษทางการค้า/การเงิน) อย่างเป็นทางการกับน้ำมันอิหร่านที่อยู่บนเรือแล้ว รายงานยังกล่าวถึงสต็อกน้ำมันบนเรือที่ลดลง และความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะผ่อนคลาย/ยกเลิกคว่ำบาตร ซึ่งอาจกระทบการไหลของอุปทาน (supply flows: การส่งมอบ/ขนส่งน้ำมันเข้าสู่ตลาด) พร้อมระบุว่า “ความเสี่ยงด้านราคา” ยังเอนไปทางขึ้นจากระดับปัจจุบัน บทความนี้จัดทำโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยประมวลผล/เขียนข้อความ) และมีบรรณาธิการตรวจทานผลต่อการวางกลยุทธ์ลงทุน
บทเรียนนี้ยังใช้ได้ในวันนี้ เพราะข้อจำกัดด้านอุปทานยังท้าทายตลาด ข้อมูลล่าสุดจาก EIA (Energy Information Administration: หน่วยงานข้อมูลพลังงานของสหรัฐ) ยืนยันความตึงตัว โดยรายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 4.2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งที่คาดว่าจะเพิ่ม (inventories draw: สต็อกลดลง, build: สต็อกเพิ่มขึ้น) ซึ่งสอดคล้องกับสต็อกน้ำมันบนเรือที่ลดลงเร็ว หมายความว่า “กันชน” ของอุปทานที่มีให้ใช้ (available buffers: ปริมาณสำรองที่ช่วยรองรับช่วงขาดแคลน) กำลังหดตัว สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่ราคาขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น น้ำมัน) ภาวะนี้บอกว่า หากราคาอ่อนตัวในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อาจเป็นจังหวะซื้อ กลยุทธ์ที่สอดคล้องคือ “ซื้อออปชันคอล” (call options: สิทธิในการซื้อที่ราคา/เวลาที่กำหนด เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาขึ้น) เพื่อเก็บโอกาสจากราคาที่อาจพุ่งเพราะช็อกด้านอุปทาน (supply shock: อุปทานหาย/ขาดแบบฉับพลัน) อีกทางคือ “ขายพุทที่อยู่นอกเงิน” (out-of-the-money put options: สิทธิขายที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่าราคาตลาด จึงยังไม่คุ้มใช้สิทธิ) เพื่อรับ “พรีเมียม” (premium: เงินค่าขายสัญญา) โดยคาดว่าปัจจัยพื้นฐาน (fundamentals: ภาวะอุปสงค์-อุปทานจริง) จะพยุงราคาไม่ให้ย่อลึก ด้านนโยบายทำให้ภาพอุปทานตึงขึ้น เพราะ OPEC+ (กลุ่มโอเปกและพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมัน) ยืนยันเดือนนี้ว่าจะขยาย “การลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ” (voluntary production cuts: ลดผลิตตามที่ตกลงกันเอง) 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันไปถึงกลางปี ในอดีต ช่วงที่สต็อกต่ำและ OPEC+ คุมอุปทานได้ มักนำไปสู่การขึ้นของราคาอย่างแรง ความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน ยังเป็นปัจจัยที่อาจกดราคา ทำให้ความไม่แน่นอนสูงขึ้น จึงทำให้กลยุทธ์แบบ “จำกัดความเสี่ยงชัดเจน” (defined-risk strategies: รู้เพดานขาดทุนล่วงหน้า) เช่น bull call spread (ซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิต่ำ แล้วขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนและจำกัดกำไร/ขาดทุน) น่าสนใจ เพราะได้ร่วมขาขึ้น แต่จำกัดการขาดทุนหากมีอุปทานใหม่เข้าตลาดแบบไม่คาดคิด โดยรวม โครงสร้างตลาดตอนนี้ยังชี้ว่า “ความเสี่ยงด้านขาขึ้น” (upside risk: โอกาสที่ราคาจะขึ้นมากกว่าลง) ยังมีอยู่ ควรเน้นการวางตำแหน่งเพื่อรับมือราคาที่ยืนได้ และโอกาสขยับขึ้นแรงอีกครั้ง การย่อตัวจากอารมณ์ตลาด (sentiment: ความรู้สึก/ข่าวที่กระทบการตัดสินใจ) มากกว่าปัจจัยจริง มักอยู่ไม่นาน
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets