This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

ราคาเงินเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 79.70 ดอลลาร์ ลดลง 1.12% ขณะที่นักลงทุนยังคงระมัดระวังก่อนการอัปเดตนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

by VT Markets
/
Mar 16, 2026
ราคาเงิน (XAG/USD) ซื้อขายใกล้ 79.70 ดอลลาร์ในวันจันทร์ ณ เวลาที่เขียน ลดลง 1.12% ในวันนั้น การซื้อขายค่อนข้างเงียบก่อนการตัดสินใจนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ๆ โดยจับตาธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ “เฟด” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำหนดดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ) ตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (benchmark interest rate คือดอกเบี้ยอ้างอิงหลักของระบบการเงิน) ไว้ที่ 3.50%–3.75% ในการประชุมวันพุธ ตามเครื่องมือ CME FedWatch (เครื่องมือจากตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า CME ที่ใช้ประเมินโอกาสการขึ้น/ลงดอกเบี้ยของเฟดจากราคาตลาด) หากเป็นเช่นนั้น จะเป็นการ “คงดอกเบี้ย” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สองหลังจากรอบลดดอกเบี้ยครั้งก่อน การหยุดลดดอกเบี้ยนานขึ้นอาจกดดันสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกผล/ดอกเบี้ย (non-yielding assets คือสินทรัพย์ที่ถือแล้วไม่ได้เงินดอกเบี้ย เช่น เงินและทองคำ) อย่างเงินได้ เพราะคาดการณ์ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ “ต้นทุนเสียโอกาส” (opportunity cost คือสิ่งที่เสียไปเมื่อเลือกถือเงินแทนการไปลงทุนที่ได้ดอกเบี้ย) ของการถือโลหะมีค่าสูงขึ้น ความกังวลเงินเฟ้อที่เกี่ยวกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็กำลังกระทบการประเมินราคาของตลาด ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันและเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะต่อเนื่อง ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐที่สูงขึ้นเพิ่มภาระค่าครองชีพ และอาจทำให้ “คาดการณ์เงินเฟ้อ” (inflation expectations คือความเชื่อของผู้คน/ตลาดว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะอยู่ระดับใด) สูงอยู่ได้ ซึ่งหนุนมุมมองว่านโยบายจะ “ตึงตัว” (restrictive policy คือการใช้นโยบายการเงินแบบคุมเข้ม เช่น ดอกเบี้ยสูง เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ) นานขึ้น เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical events คือความขัดแย้ง/ความเสี่ยงระหว่างประเทศที่กระทบเศรษฐกิจและตลาด) ก็มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในโลหะมีค่า สหรัฐโจมตีศูนย์ส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ทำให้กังวลว่าจะเกิดการสะดุดของอุปทาน (supply disruption คือการส่งมอบ/ผลิตมีปัญหาจนของขาดหรือส่งช้าลง) วอชิงตันระบุว่าความขัดแย้งอาจยุติได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ และมีการพูดคุยเรื่อง “พันธมิตรนานาชาติ” (international coalition คือการรวมกลุ่มหลายประเทศเพื่อทำภารกิจร่วมกัน) เพื่อคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz คือเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ความตึงเครียดที่ยังดำเนินอยู่สร้างความไม่แน่นอน ซึ่งอาจหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven assets คือสินทรัพย์ที่คนมักซื้อเมื่อเสี่ยงสูง เช่น เงิน ทองคำ พันธบัตรบางประเภท) เช่น เงิน เราเฝ้าดูราคาเงินอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ ขณะราคาแกว่งแถวระดับ 25.50 ดอลลาร์ คล้ายกับที่เห็นในปี 2025 ตลาดถูกดึงโดยแรงสองด้านตรงข้าม ผู้ซื้อขายชั่งน้ำหนักการตัดสินใจนโยบายครั้งถัดไปของเฟด ท่ามกลางความเสี่ยงทั่วโลกที่ยังค้างอยู่ ปีที่แล้ว เฟดหยุดการผ่อนคลายนโยบาย (easing cycle คือช่วงที่ลดดอกเบี้ย/ผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) โดยดอกเบี้ยอยู่ราว 3.50%–3.75% ซึ่งจำกัดโอกาสขึ้นของราคาเงิน ตอนนี้ในเดือนมีนาคม 2026 แม้ดอกเบี้ยถูกลดลงมาอยู่ช่วง 3.00%–3.25% แล้ว แต่ดัชนีราคาผู้บริโภคล่าสุด (Consumer Price Index หรือ CPI คือดัชนีวัดราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ ใช้เป็นตัวชี้เงินเฟ้อ) อยู่ที่ 3.4% ทำให้ผู้ซื้อขายลดการเดิมพันว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกในเดือนพฤษภาคม โอกาสที่ดอกเบี้ยจะ “สูงนาน” (higher-for-longer คือดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงนานกว่าที่คาด) กลายเป็นแรงต้านต่อเงินที่ไม่ให้ดอกผล แรงกดดันเงินเฟ้อแม้ลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังเป็นประเด็นหลักที่ผู้กำหนดนโยบายกังวล แม้ราคาน้ำมันดิบ WTI (WTI crude oil คือราคาน้ำมันชนิดอ้างอิงของสหรัฐ) จะทรงตัวต่ำกว่าจุดสูงช่วงตึงเครียดตะวันออกกลางในปี 2025 แต่ยังสูงพอที่จะกระทบค่าครองชีพ ความ “เหนียว” ของเงินเฟ้อ (stickiness คือเงินเฟ้อลดลงช้า/ค้างอยู่ระดับสูง) ทำให้ตลาดมองว่าเฟดจะระมัดระวัง ซึ่งจำกัดการปรับขึ้นของโลหะมีค่าในระยะใกล้ อย่างไรก็ดี ยังมี “ฐานรองรับ” จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ช่วยพยุงราคาเงิน เมื่อย้อนดูความตึงเครียดเรื่องการส่งออกน้ำมันของอิหร่านในปี 2025 จะเห็นว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเกิดขึ้นได้เร็วและช่วยชะลอการปรับลง แม้พันธมิตรนานาชาติจะช่วยรักษาความปลอดภัยการเดินเรือ แต่ความเสี่ยงพื้นฐานในภูมิภาคยังอยู่ ทำให้ผู้ซื้อขายยังต้องการถือโลหะมีค่าบางส่วน สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivatives คือเครื่องมือการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชันและฟิวเจอร์ส) สภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้การซื้อ “คอล” ตรง ๆ อาจเสี่ยง เพราะถูกกดดันจากการคาดการณ์ดอกเบี้ย แทนที่จะทำเช่นนั้น กลยุทธ์อย่างซื้อ “พุท” เพื่อป้องกันความเสี่ยง (protective puts คือการซื้อออปชันขายเพื่อคุ้มครองพอร์ตเมื่อราคาลง) สำหรับสถานะซื้อ หรือพิจารณา “คอลสเปรด” (call spreads คือซื้อคอลและขายคอลอีกตัวที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนแต่จำกัดกำไร) อาจช่วยควบคุมความเสี่ยงและยังเปิดโอกาสกำไรหากราคาขึ้นจากข่าวที่ตลาดไม่คาดคิด ระดับความไม่แน่นอนที่สูงยังทำให้การเล่น “ความผันผวน” (volatility plays คือกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งแรงของราคา) เช่น “สตรัดเดิล” (straddle คือซื้อคอลและพุทที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังให้ราคาวิ่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่คาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวแรงหลังการประกาศครั้งถัดไปของเฟด

เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code