ขนาดของแรงกระแทกน้ำมัน และกันชนเชิงโครงสร้าง
บันทึกดังกล่าวระบุว่า ราคาน้ำมันต้อง “เพิ่มเป็นสองเท่า” จึงจะมีขนาดเท่ากับแรงกระแทกน้ำมันในอดีต นอกจากนี้ยังชี้ว่า สัดส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil fuels: พลังงานจากน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน) ในการผลิตไฟฟ้าที่ลดลง เป็นปัจจัยที่อาจทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเบาลง การประชุม ECB ในวันพฤหัสฯ คาดว่าจะเน้นว่า การพุ่งของราคาพลังงานเป็นเรื่องชั่วคราวหรือยาวนาน และจะกระทบเศรษฐกิจอย่างไร โดยมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า การเติบโตที่อ่อนลงจะจำกัด “เงินเฟ้อรอบสอง” (second-round inflation effects: เมื่อราคาที่แพงขึ้นทำให้ค่าจ้าง/ต้นทุนอื่น ๆ ปรับขึ้นตาม แล้วดันเงินเฟ้อต่อเนื่อง) หรือความทนทานของเศรษฐกิจจะทำให้ต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้น ธนาคารกลางยุโรปมีแนวโน้มคงนโยบายไว้ในสัปดาห์นี้ แต่ยังใช้โทนเข้มงวด ระหว่างประเมินการพุ่งของราคาน้ำมันล่าสุด โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude: ราคามาตรฐานอ้างอิงน้ำมันดิบในตลาดโลก) ขึ้นมาราว 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คำถามหลักคือแรงกระแทกพลังงานนี้จะเป็นแค่ชั่วคราวหรือไม่ ความไม่แน่นอนจากธนาคารกลางทำให้ผู้ซื้อขายตราสารอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอกเบี้ย ค่าเงิน หุ้น) ควรโฟกัสที่ “ความผันผวน” (volatility: การแกว่งขึ้นลงของราคา) เห็นได้ในตลาดจาก “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ระดับความผันผวนที่สะท้อนจากราคาสัญญาออปชัน) ของออปชัน Euro Stoxx 50 (options: สัญญาให้สิทธิซื้อ/ขายในอนาคต; Euro Stoxx 50: ดัชนีหุ้นใหญ่ในยูโรโซน) ที่วัดด้วยดัชนี VSTOXX (VSTOXX index: ดัชนีวัดความผันผวนของออปชัน Euro Stoxx 50) เพิ่มขึ้นเหนือ 20 ผู้ซื้อขายอาจพิจารณาใช้ออปชันเพื่อวางตำแหน่งรับการเคลื่อนไหวแรงของตลาด เพราะผลสรุปของ ECB อาจทำให้อารมณ์ตลาดเปลี่ยนแรงได้ทั้งสองทาง นี่เป็นรูปแบบที่เหมาะกับกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จาก “การหลุดกรอบ” (breakout: ราคาทะลุแนวเดิมและเคลื่อนไหวต่อเนื่อง) มากกว่าการเดาทิศทางขึ้นหรือลงโดยตรงสิ่งที่ผู้ซื้อขายจับตาต่อไป
มองย้อนจากมุมของเราในปี 2025 เราจำได้ว่า วิกฤตพลังงานปี 2022 บีบให้ ECB ขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว (rate-hiking cycle: ช่วงที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง) จนหลายคนตั้งตัวไม่ทัน เหตุการณ์ในอดีตนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารกลางระวังมากที่จะไม่ประเมิน “เงินเฟ้อรอบสอง” ต่ำเกินไปในครั้งนี้ ความทรงจำนี้ทำให้ตลาดตึงตัว รอจับสัญญาณว่าจะมีการตอบสนองนโยบายแบบเดิมหรือไม่ อย่างไรก็ดี แรงกระแทกทางเศรษฐกิจอาจเบากว่าในวันนี้ เพราะยุโรปใช้น้ำมันน้อยกว่าวิกฤตก่อน ๆ มาก ขณะที่พลังงานหมุนเวียน (renewables: พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ฯลฯ ที่ใช้ซ้ำได้) ตอนนี้คิดเป็นมากกว่า 45% ของการผลิตไฟฟ้าในกลุ่มประเทศ ทำให้เศรษฐกิจมี “กันชน” มากขึ้น ในระดับปัจจุบัน ราคาน้ำมันอาจต้องเพิ่มเป็นสองเท่าอีกครั้ง จึงจะใกล้เคียงผลกระทบทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต จากความตึงนี้ ผู้ซื้อขายควรจับตาตราสารอนุพันธ์ที่อิงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า Euribor (Euribor futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อิงอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารในยูโร) เพื่อดูสัญญาณการเปลี่ยนนโยบาย ออปชันในคู่เงิน EUR/USD (ตัวเลือกซื้อ/ขายค่าเงินยูโรเทียบดอลลาร์) ก็จะไวต่อการเปลี่ยนโทนของ ECB เมื่อเทียบกับธนาคารกลางสหรัฐ (US Federal Reserve: ธนาคารกลางของสหรัฐ) แผนหลักคือวางตำแหน่งเพื่อรับผลลัพธ์ของความไม่แน่นอนนี้ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets