Central Bank Decisions In Focus
ตลาดจับตาการตัดสินใจ “อัตราดอกเบี้ย” (rate: ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง) ของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed: หน่วยงานกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐ) และธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB: หน่วยงานกำหนดนโยบายการเงินของยูโรโซน) ซึ่งจะมีในสัปดาห์นี้ คาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%–3.75% ในวันพุธ ขณะที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดหวังการ “ลดดอกเบี้ย” ในอนาคตน้อยลง ตลาดดอกเบี้ยตอนนี้ประเมินว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิม ข้อมูลจาก LSEG (London Stock Exchange Group: ผู้ให้บริการข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงิน) ชี้ว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในเดือนมิถุนายน บนกราฟรายวัน EUR/USD ยังเป็นขาลง โดยซื้อขายต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 100 วัน (100-day EMA: เส้นค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า) ที่เริ่มแบน และต่ำกว่าแถบล่างของ Bollinger Band (โบลลิงเจอร์แบนด์: เครื่องมือวัดความผันผวนเป็นแถบบน-ล่างรอบค่าเฉลี่ย) RSI (Relative Strength Index: ตัวชี้วัดแรงซื้อแรงขาย) อยู่ในเขต “ขายมากเกินไป” (oversold: ราคาอาจลงแรงเกินไปในระยะสั้น) สะท้อนแรงกดดันฝั่งลงต่อเนื่อง แนวต้านอยู่ที่ 1.1510 และถัดไป 1.1620 ซึ่งเป็นจุดที่กึ่งกลาง Bollinger Band 20 วัน (เส้นกลาง: ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน) ตัดกับ EMA 100 วัน แนวรับอยู่ที่ 1.1415 และถ้าหลุด 1.1415 ระดับถัดไปคือ 1.1360Looking Back At Prior Market Context
เมื่อย้อนดูบทวิเคราะห์ปี 2025 จะเห็นว่า EUR/USD เคยอยู่ใกล้ 1.1450 ซึ่งแตกต่างจากระดับปัจจุบันราว 1.0720 มุมมองทางเทคนิคที่เป็นขาลงในตอนนั้นเกิดขึ้นจริงในปีถัดมา ตอนนี้ปัจจัยหลักเปลี่ยนจากการคาด “ขึ้นดอกเบี้ย” ไปเป็นความเร็วของการ “ผ่อนคลายนโยบายการเงิน” (monetary easing: มาตรการทำให้การเงินผ่อนคลาย เช่น ลดดอกเบี้ย) ประเด็นความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่หนุนดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังสำคัญต่อเนื่อง การโจมตีของฮูตีในทะเลแดง (Red Sea) ที่ทำให้การขนส่งทางเรือโลก 15% สะดุดเมื่อปีก่อน ยังกระทบห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่ม “ส่วนเพิ่มความเสี่ยง” (risk premium: ผลตอบแทน/แรงหนุนเพิ่มที่ตลาดต้องการเมื่อความเสี่ยงสูง) ให้ดอลลาร์ จึงควรระวังว่าหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจกดดัน EUR/USD ให้ลงต่อ นโยบายธนาคารกลางเปลี่ยนจากที่ตลาดคาดไว้เมื่อปีก่อน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ตอนนี้อยู่ที่ 3.00%–3.25% ขณะที่อัตรารีไฟแนนซ์หลักของ ECB (main refinancing rate: ดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมระยะสั้นจาก ECB) สูงกว่าที่ 3.50% ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยเอื้อยูโร อย่างไรก็ตาม เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group (บริษัทตลาดสัญญาล่วงหน้า; FedWatch: เครื่องมือสะท้อนความคาดหวังดอกเบี้ยจากราคาตลาด) ชี้ว่าตลาดให้น้ำหนักกับการ “พัก” ดอกเบี้ยของ Fed และเริ่มมีมุมมองว่า ECB อาจลดดอกเบี้ยกลางปี แรงกดดันเงินเฟ้อแม้ลดลงมากจากจุดสูงปี 2023 แต่ยังน่ากังวลสำหรับทั้งสองธนาคารกลาง ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (CPI: ตัววัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) ล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อยู่ที่ 2.5% ยังสูงกว่าเป้าหมายของ Fed จึงทำให้ Fed ระมัดระวังเรื่องการลดดอกเบี้ยต่อ เงินเฟ้อที่ลดลงช้าสะท้อนว่าต้นทุนพลังงานสูง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ถูกพูดถึงในปี 2025 ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ ด้วยปัจจัยที่สวนกัน นักเทรด “อนุพันธ์” (derivatives: สัญญาการเงินที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์อื่น เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) อาจพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาแกว่งในกรอบและความผันผวนสูง ระดับทางเทคนิคแถว 1.1500 จากปีก่อนอาจไม่สำคัญแล้ว ปัจจุบันเห็นแนวต้านสำคัญที่ 1.0800 และแนวรับใกล้ 1.0650 การขายออปชันแบบ “สแตรงเกิล” (strangle: ขาย/ซื้อออปชันคอลและพุตคนละราคา) ระยะสั้น โดยเลือกราคาใช้สิทธิ (strike: ระดับราคาที่กำหนดสิทธิซื้อ/ขาย) ให้อยู่นอกกรอบนี้ อาจช่วยเก็บ “พรีเมียม” (premium: ค่าออปชันที่ได้รับ/จ่าย) ขณะตลาดรอดูความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายธนาคารกลางที่เปลี่ยนไป
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets