เซอร์ไพรส์สต็อก และแรงกดดันต่อราคา
สต็อกน้ำมันดิบที่เพิ่ม 3.824 ล้านบาร์เรล สูงกว่าที่คาด 1.1 ล้านบาร์เรลมาก ทำให้มุมมองต่อราคาน้ำมันระยะสั้นเป็นลบ และกดดันราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (สัญญาที่ตกลงซื้อขายล่วงหน้าตามราคาในอนาคต) ของ WTI และ Brent เดือนใกล้สุด (สัญญาเดือนที่ครบกำหนดเร็วที่สุด) การเพิ่มขึ้นแบบเกินคาดนี้บอกว่า “ความต้องการใช้น้ำมัน” อ่อนกว่าที่คิด หรือ “อุปทาน” มีมากกว่าที่คิด เมื่อดูรายละเอียด สต็อกที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับข้อมูลอื่นที่เห็นช่วงนี้ การผลิตน้ำมันดิบสหรัฐยังสูงใกล้ระดับสูงสุดเดิมที่ราว 13.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อัตราการเดินเครื่องโรงกลั่น (สัดส่วนกำลังผลิตที่โรงกลั่นใช้งานจริง) อยู่ราว 86% เพราะเป็นช่วงซ่อมบำรุงฤดูใบไม้ผลิ กำลังผลิตสูงแต่โรงกลั่นรับน้ำมันไปกลั่นได้น้อยลง จึงทำให้น้ำมันถูกส่งเข้าเก็บในคลังมากขึ้น ฝั่งความต้องการใช้น้ำมันก็เริ่มอ่อนลง ตัวเลขล่าสุดระบุว่า “ปริมาณน้ำมันเบนซินที่ส่งมอบ” (ตัวชี้วัดแทนความต้องการใช้) ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของเดือนมีนาคม 2025 ราว 2% สะท้อนเศรษฐกิจอาจชะลอ หรือพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ทำให้การใช้น้ำมันลดลง สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ (เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อื่น) ภาวะนี้เหมาะกับกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อราคา “ลง” หรือ “ไม่ไปไหน” เช่น การขายสเปรดคอลนอกเงิน (ขายชุดสัญญาออปชันคอลที่ราคาใช้สิทธิอยู่ไกลกว่าราคาตลาด เพื่อลดความเสี่ยง) บนสัญญาเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน เพื่อรับพรีเมียม (เงินที่ได้จากการขายออปชัน) โดยจำกัดความเสี่ยง นอกจากนี้ ภาวะอุปทานล้นยังมีโอกาสทำให้ตลาดเป็นคอนแทงโก (ราคาส่งมอบไกลแพงกว่าส่งมอบใกล้) มากขึ้น ทำให้การเทรดแบบคาเลนดาร์สเปรด (ขายสัญญาเดือนใกล้ แล้วซื้อสัญญาเดือนที่ไกลกว่า) น่าสนใจขึ้น ภาพนี้ยืนยันความกังวลเรื่องความต้องการใช้น้ำมันที่เริ่มชัดขึ้นปลายปี 2025 ก่อนหน้านี้ความผันผวนมักมาจากความเสี่ยงด้านอุปทานจากเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศ แต่ตอนนี้ประเด็นหลักเปลี่ยนเป็น “อุปทานล้น” มากขึ้น ตลาดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะจับตาประเด็นนี้เป็นหลักโฟกัสตลาดระยะสั้น
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets