ความเสี่ยงจากสงครามและความระมัดระวังของตลาด
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าสงครามอาจจบ “เร็วมาก” แต่ไม่ระบุกรอบเวลา อิหร่าน โดย IRGC (กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน) ระบุว่า “เราต่างหากที่จะเป็นผู้กำหนดจุดจบของสงคราม” และเตือนเรือเรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: ช่องทางเดินเรือสำคัญที่น้ำมันจำนวนมากของโลกขนส่งผ่าน) ความขัดแย้งทำให้กังวลว่าอุปทานน้ำมันอาจสะดุด และเงินเฟ้อโลก (inflation: ราคาสินค้าและบริการโดยรวมสูงขึ้น) อาจเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันลดลงหลังคำพูดของทรัมป์ และรายงานว่าประเทศ G7 (กลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก) กำลังหารือการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (strategic oil reserves: น้ำมันสำรองของรัฐไว้ใช้ยามฉุกเฉิน) ผ่าน IEA (International Energy Agency: องค์การพลังงานระหว่างประเทศ) รัฐมนตรี G7 กำลังคุยเรื่องมาตรการพยุงตลาดพลังงาน การปล่อยน้ำมันสำรองอาจกดราคาน้ำมันและลดแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ความไม่แน่นอนยังสูง ผู้กำหนดนโยบาย ECB (ธนาคารกลางยุโรป) ระบุว่าไม่ควรปรับอัตราดอกเบี้ยเร็ว Martin Kocher แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ Madis Müller บอกว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และ Gediminas Šimkus เตือนว่าวิกฤตที่รุนแรงกว่านี้อาจกระทบเงินเฟ้อและการเติบโต ตลาดคาดว่า Fed (ธนาคารกลางสหรัฐ) จะคงดอกเบี้ยในระยะใกล้ และค่อยลดในภายหลัง CME FedWatch (เครื่องมือที่ใช้ราคาฟิวเจอร์สเพื่อประเมินโอกาสนโยบายดอกเบี้ยของ Fed) แสดงโอกาส 57.2% ที่จะเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปี 2026 ในเดือนกรกฎาคม โดยข้อมูล US CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค: ตัวเลขเงินเฟ้อที่วัดราคาสินค้า/บริการ) จะประกาศวันพุธ และ PCE (ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล: มาตรวัดเงินเฟ้ออีกแบบที่ Fed ให้ความสำคัญ) วันศุกร์โฟกัสความผันผวนและการป้องกันความเสี่ยง
ด้วยบรรยากาศที่ระมัดระวัง และการเด้งกลับของ EUR/USD ที่ยังไม่ต่อเนื่อง ควรเน้นกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากความผันผวน (volatility: การแกว่งขึ้นลงของราคา) ตลาดยังลังเลที่จะเลือกทิศทางชัดเจน เพราะผลของความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านยังไม่แน่นอน ความลังเลนี้สะท้อนในตลาดออปชันค่าเงิน (currency options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายค่าเงินในราคาและเวลาที่กำหนด) โดยความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ระดับความผันผวนที่ตลาด “คาด” จากราคาออปชัน) ของ EUR/USD ขยับขึ้นเกิน 8.5% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ค่อยเห็นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงความวุ่นวายในภาคธนาคารต้นปี 2025 น้ำมันดิบเป็นตัวแปรสำคัญและเป็นความเสี่ยงจากเหตุการณ์ (event risk: ความเสี่ยงที่ข่าว/เหตุการณ์ทำให้ราคาขยับแรง) แม้ Brent (น้ำมันดิบเบรนท์: เกณฑ์อ้างอิงราคาน้ำมันโลก) จะย่อลงจากเหนือ 110 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อนมาแถว 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากกระแสข่าว G7 อาจปล่อยน้ำมันสำรอง แต่เป็นเพียงการบรรเทาชั่วคราว หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซสะดุด อาจทำให้ราคาพุ่งทันที ทำให้ออปชัน Call ระยะยาว (long-dated call options: สิทธิซื้อที่มีอายุสัญญานาน) บนน้ำมันเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedge: ลดผลกระทบจากความเสี่ยง) ต่อแรงกระแทกเงินเฟ้อในวงกว้างได้ ความเห็นจากธนาคารกลางยังไม่ชี้ทิศทาง จึงยิ่งสนับสนุนการเน้นความผันผวนมากกว่าการเดาทิศทาง ทั้ง ECB และ Fed อยู่ในโหมด “รอดู” ทำให้แรงกดดันสะสมก่อนข้อมูลสำคัญ ต้องติดตาม US CPI สัปดาห์นี้ เพราะหากเงินเฟ้อออกมาสูง อาจทำให้ Fed ต้องเลิกท่าทีผ่อนคลาย (dovish: เน้นลดดอกเบี้ย/ผ่อนนโยบาย) และทำให้การลดดอกเบี้ยเดือนกรกฎาคมเสี่ยง โดยตลาดประเมินโอกาสไว้ 57.2% ดังนั้น การซื้อออปชันแบบ straddle หรือ strangle (กลยุทธ์ซื้อออปชัน Call และ Put เพื่อได้กำไรเมื่อราคาแกว่งแรง; straddle ใช้ราคาใช้สิทธิเดียวกัน ส่วน strangle ใช้ราคาใช้สิทธิต่างกัน) บนฟิวเจอร์ส EUR/USD (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ก่อนรายงานเงินเฟ้อสหรัฐสัปดาห์นี้อาจเหมาะสม วิธีนี้ทำให้ได้ประโยชน์จากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง โดยไม่ต้องเดิมพันกับผลตัวเลขหรือข่าวตะวันออกกลาง ข้อมูลการถือครองสถานะ (positioning: ข้อมูลว่าใครถือฝั่งซื้อ/ขายมากน้อยแค่ไหน) ปัจจุบันชี้ว่านักเก็งกำไรรายใหญ่ลดทั้งสถานะซื้อ (long: ถือเพื่อหวังราคาขึ้น) และสถานะขาย (short: ถือเพื่อหวังราคาลง) ในยูโร สะท้อนความไม่แน่นอน เมื่อทิศทางชัดเจนในที่สุด การเคลื่อนไหวอาจแรงและต่อเนื่อง เป้าหมายคือเตรียมพร้อมสำหรับการหลุดกรอบ (breakout: ราคาทะลุระดับสำคัญแล้ววิ่งต่อ) ไม่ว่าทางไหน สร้างบัญชี VT Markets แบบใช้งานจริง และ เริ่มเทรด ได้เลย
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets