ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น
ความกังวลว่าสงครามอาจยืดเยื้อ ทำให้ความต้องการ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven assets: สินทรัพย์ที่คนมักถือเมื่อเสี่ยงสูง เช่น ทองคำ) เพิ่มขึ้น ความขัดแย้งยังทำให้กังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะสูงขึ้น (inflation: ราคาสินค้าและบริการโดยรวมแพงขึ้น) ซึ่งยิ่งสนับสนุนแนวคิดว่าอัตราดอกเบี้ยอาจต้องอยู่ในระดับสูงนานขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นมักกดดันทองคำที่ “ไม่มีดอกผล” (non-yielding: ไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนเป็นรายงวด) โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ที่กำหนดนโยบายดอกเบี้ย) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17–18 มีนาคม และนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดว่าการ “ลดดอกเบี้ย” ครั้งถัดไปอาจอยู่ช่วงมิถุนายนหรือกรกฎาคม 2026 ตลาดจับตาข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ (CPI: ตัวเลขวัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) เดือนกุมภาพันธ์ที่จะประกาศวันพุธ CPI รวมคาดที่ 2.4% เทียบรายปี และ CPI พื้นฐาน (core CPI: ตัดราคาที่ผันผวนมากอย่างอาหารและพลังงานออก) คาดที่ 2.5% หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจหนุนค่าเงินดอลลาร์และกดดันทองคำที่ “ตั้งราคาเป็นดอลลาร์” (dollar-priced: ราคาผูกกับค่าเงินดอลลาร์) ธนาคารกลางเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุด โดยซื้อเพิ่ม 1,136 ตัน มูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทองคำมักเคลื่อนไหว “สวนทาง” (inversely: หนึ่งขึ้นอีกหนึ่งลง) กับเงินดอลลาร์สหรัฐ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ที่รัฐบาลสหรัฐออก) และสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets