การปรับทบทวนตัวเลขยืนยันแนวโน้มอ่อนแรง
BLS (Bureau of Labor Statistics: หน่วยงานสถิติแรงงานของสหรัฐ) ปรับตัวเลขการจ้างงานเดือนธันวาคมลง 65,000 ตำแหน่ง จาก +48,000 เป็น -17,000 และปรับเดือนมกราคมลง 4,000 ตำแหน่ง จาก +130,000 เป็น +126,000 รวมแล้วตัวเลขการจ้างงานของเดือนธันวาคมและมกราคมถูกปรับลง 69,000 ตำแหน่ง หลังประกาศ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดความแข็ง/อ่อนของดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) อ่อนลงจากจุดสูงของวัน ล่าสุดอยู่ที่ 99.08 แทบไม่เปลี่ยน ก่อนรายงาน ตลาดคาดว่าจะมีงานเพิ่ม 59,000 ตำแหน่ง อัตราว่างงาน 4.3% และค่าจ้างรายปี 3.7% ตัวชี้วัดอื่นของเดือนกุมภาพันธ์ ได้แก่ การจ้างงานใน ISM ภาคการผลิต (ISM Manufacturing employment: ดัชนีการจ้างงานจากแบบสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ) ที่ 48.8 เทียบ 48.1, งานภาคเอกชนจาก ADP (ADP private jobs: ตัวเลขประเมินการจ้างงานภาคเอกชน) ที่ 63,000 เทียบคาด 50,000 และการจ้างงานใน ISM ภาคบริการ (ISM Services employment) ที่ 51.8 เทียบ 50.3 CME FedWatch (เครื่องมือของตลาดอนุพันธ์ที่ประเมินโอกาสการขึ้น/ลงดอกเบี้ยเฟดจากราคาสัญญาล่วงหน้า) แสดงโอกาสที่เฟดจะ “ไม่เปลี่ยนดอกเบี้ย” ใน 3 การประชุมถัดไปเกือบ 70% เพิ่มจากราว 50% ก่อนสงครามสหรัฐ-อิหร่านผลต่อความผันผวนของนโยบาย
รายละเอียดทำให้ภาพนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed: ธนาคารกลางที่กำหนดดอกเบี้ยนโยบาย) ซับซ้อนขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตั้งราคาอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ค่าเงิน หุ้น ดอกเบี้ย) แม้การจ้างงานลดลง แต่เงินเฟ้อค่าจ้างรายปีกลับเร่งเป็น 3.8% ทำให้เกิดความเสี่ยง “โตช้าแต่เงินเฟ้อสูง” (stagflation: เศรษฐกิจชะลอพร้อมเงินเฟ้อสูง) ส่งผลให้การตัดสินใจครั้งต่อไปของเฟดยิ่งคาดเดายาก เพราะต้องเลือกระหว่างเศรษฐกิจชะลอและแรงกดดันค่าจ้างที่ยังสูง วิกฤตตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรหลักของดอลลาร์สหรัฐ โดยหนุนแรงซื้อเพื่อความปลอดภัย (safe-haven: เงินไหลเข้าทรัพย์สินที่มองว่าปลอดภัยเมื่อเสี่ยงสูง) จึงอธิบายได้ว่าทำไมดอลลาร์ไม่ร่วงแรงหลังตัวเลขงานที่แย่ สำหรับนักเทรดอนุพันธ์ การขายดอลลาร์ (shorting the dollar: ทำกำไรจากการคาดว่าดอลลาร์จะอ่อนค่า) โดยอาศัยข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแออย่างเดียวมีความเสี่ยง จนกว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะลดลง มุมมองนี้สอดคล้องกับข้อมูลความถี่สูง (high-frequency data: ข้อมูลรายสัปดาห์/รายวัน) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims: จำนวนผู้ยื่นขอครั้งแรก) สำหรับสัปดาห์สิ้นสุด 28 กุมภาพันธ์ อยู่ที่ 221,000 ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและยืนยันความอ่อนแรงตามรายงานการจ้างงาน อีกทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index หรือ CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) ล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก) ยังสูงกว่ากรอบเป้าหมายของเฟดที่ 3.7% ยิ่งตอกย้ำความลำบากของธนาคารกลาง ความขัดแย้งระหว่างเศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อที่ยังลดลงยาก (sticky inflation: เงินเฟ้อที่ดื้อ ไม่ยอมลดง่าย) เอื้อต่อความผันผวนของตลาดที่สูงขึ้น ควรคาดว่าราคาจะเหวี่ยงกว้างในสัญญาล่วงหน้าดอกเบี้ย (interest rate futures: สัญญาล่วงหน้าที่อิงอัตราดอกเบี้ย) และออปชันดัชนีหุ้น (equity index options: สัญญาซื้อขายสิทธิที่อิงดัชนี เช่น S&P 500) กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) ที่เพิ่มขึ้น เช่น การซื้อสแตรดเดิล (straddle: ซื้อออปชัน Call และ Put ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) บน S&P 500 อาจใช้ได้ในช่วงไม่แน่นอนนี้ เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ สถานการณ์นี้คล้ายช่วงทศวรรษ 1970 ที่ช็อกด้านพลังงานทำให้เงินเฟ้อสูงพร้อมอัตราว่างงานเพิ่ม ในช่วงนั้นตลาดผันผวนยืดเยื้อเพราะนโยบายการเงินแก้สองปัญหาพร้อมกันได้ยาก จึงบ่งชี้ว่าช่วงนี้อาจไม่เหมาะกับการเดิมพันทิศทางเดียว และจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่วางตำแหน่งเพื่อรับความผันผวน
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets