สัญญาณอุปทาน–อุปสงค์
ข้อมูลสัปดาห์นี้มีความหมายมากขึ้นเมื่อดูร่วมกับรายงานล่าสุดของ Energy Information Administration (หน่วยงานข้อมูลพลังงานของสหรัฐ) ซึ่งระบุว่า “สต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์” (ปริมาณน้ำมันดิบที่เก็บไว้ในคลังของบริษัท) ลดลงแบบไม่คาดคิด 2.5 ล้านบาร์เรล ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยการใช้น้ำมันในเอเชียเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นี่บอกว่า “สมดุลอุปทานและอุปสงค์” (ความพอดีระหว่างของที่มีขายกับความต้องการซื้อ) กำลังเปราะบางขึ้น เพราะอย่างนั้น อาจพิจารณาถือสถานะ “ขาขึ้น” (คาดว่าราคาจะขึ้น) ใน “อนุพันธ์น้ำมันดิบ” (สัญญาการเงินที่ราคาอิงกับราคาน้ำมัน เช่น ฟิวเจอร์สและออปชัน) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า วิธีหนึ่งคือซื้อ “คอลออปชัน” (สิทธิในการซื้อที่ราคาและเวลาที่กำหนด) ระยะใกล้บน “สัญญาฟิวเจอร์ส WTI” (สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI ซึ่งเป็นราคามาตรฐานของสหรัฐ) โดยเฉพาะสัญญาเดือนเมษายน 2026 เพื่อทำกำไรหากราคาปรับขึ้น ตลาดอาจยังประเมินต่ำไปว่า “เชลออยล์สหรัฐ” (น้ำมันจากหินดินดานที่ต้องใช้การเจาะและแตกชั้นหิน) เพิ่มการผลิตได้ไม่เร็ว การตัดสินใจล่าสุดของ OPEC+ (กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร) ที่คง “การลดกำลังการผลิต” (การลดปริมาณผลิตเพื่อพยุงราคา) ต่อไปจนถึงไตรมาส 2 ช่วยสร้าง “ระดับราคาพื้น” (ระดับราคาที่มีแรงพยุงไม่ให้ตกง่าย) และดึงอุปทานออกจากตลาดมากขึ้น เมื่อรวมกับการเพิ่มกำลังผลิตของประเทศนอก OPEC ที่ยังช้า อาจทำให้ราคาแกว่งแรงขึ้น ดังนั้น การใช้ “สเปรดคอลฝั่งขาขึ้น” (ซื้อคอลหนึ่งสัญญาและขายคอลอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยคุมความเสี่ยง ขณะเดียวกันยังได้โอกาสจากการปรับขึ้นระดับปานกลาง เราเคยเห็นภาพคล้ายกันในช่วงปลายปี 2025 เมื่อจำนวนแท่นขุดเจาะไม่เพิ่ม แม้ราคาจะเริ่มแข็งขึ้น ก่อนที่ WTI จะพุ่งแรงไปเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้นครั้งนั้นมาจาก “สต็อกลดลงมากกว่าคาด” หลายครั้งต่อเนื่อง สัญญาณต้น ๆ เหล่านี้บอกว่าเหตุการณ์อาจซ้ำรอย และตลาดอาจตึงตัวกว่าที่ราคาในตอนนี้สะท้อนผลต่อการวางแผนถือสถานะ
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets