ปัจจัยที่ทำให้ลดสถานะ
การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะมาจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุด ซึ่งรายงานเดือนมกราคม 2026 ระบุว่า “ดัชนีราคาผู้บริโภค” หรือ CPI (ตัววัดราคาสินค้าและบริการที่คนทั่วไปซื้อ ใช้ดูเงินเฟ้อ) รายปีลดลงและทรงตัวที่ 2.5% เมื่อเงินเฟ้อดูคุมได้มากขึ้น ความจำเป็นในการถือทองเพื่อ “ป้องกันความเสี่ยง” (การถือสินทรัพย์เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน เช่น เงินเฟ้อ) ก็ลดลงสำหรับบางกองทุน นอกจากนี้ถ้อยแถลงล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) ยังตอกย้ำแนวทางคง “อัตราดอกเบี้ย” (ต้นทุนการกู้ยืม/ผลตอบแทนดอกเบี้ยในระบบ) ไว้ที่ระดับปัจจุบัน อีกอย่างที่ควรจับตาคือเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังแข็งค่า โดย “ดัชนีดอลลาร์” หรือ Dollar Index (ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก) ทรงตัวแถว 104.5 ตลอดเดือนที่ผ่านมา ดอลลาร์แข็งทำให้ทองมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น และมักกดดันราคาทอง ความแข็งค่าด้านเงินตรานี้ทำให้นักเทรดมีเหตุผลที่จะ “ขายทำกำไร” (ปิดสถานะเพื่อรับกำไรที่เกิดขึ้นแล้ว) บางส่วน เมื่อมองย้อนกลับ ช่วงนี้ดูคล้ายการพักฐานหลังผลตอบแทนที่ดีในปลายปี 2025 ตอนที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงกว่า และคล้ายรูปแบบปี 2023 ที่แรงเก็งกำไรลดลงเมื่อ Fed ส่งสัญญาณว่ารอบขึ้นดอกเบี้ยใกล้จบ นักเทรดจำนวนมากที่ซื้อช่วงขึ้นรอบนั้นน่าจะเริ่มล็อกกำไร ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ภาพนี้อาจทำให้พิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาเคลื่อนไหว “ออกข้าง” (ราคาแกว่งในกรอบ ไม่ขึ้นหรือลงชัด) หรืออ่อนลงเล็กน้อย เช่น “ขายคอลแบบมีของค้ำ” (covered call: ขายสัญญาออปชันประเภทคอล โดยมีสถานะถือทอง/สถานะซื้ออยู่แล้ว เพื่อรับค่าเบี้ย) เพื่อสร้างรายได้ระหว่างถือทอง หรือเลือก “ซื้อพุตสเปรด” (put spread: ซื้อ–ขายออปชันพุตคนละระดับราคา เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากราคาลดลงไปใกล้ “แนวรับสำคัญ” (ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อช่วยพยุงราคา)การวางสถานะและข้อคิดด้านกลยุทธ์
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets