ผลต่อราคาน้ำมันระยะสั้น
รายงานสต็อกน้ำมันดิบวันที่ 6 กุมภาพันธ์ระบุว่า สต็อกเพิ่มขึ้น 8.53 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะลดลงเล็กน้อย สต็อกที่เพิ่มแบบไม่คาดคิดนี้ชี้ว่า ในตลาดมีน้ำมันมากเกินไป หรือความต้องการใช้น้ำมันอ่อนกว่าที่คิด สัญญาณนี้เป็น “ลบต่อราคา” (แนวโน้มกดให้ราคาลง) และมีโอกาสทำให้ราคาน้ำมันถูกกดดันในระยะสั้น ข้อมูลฝั่งอุปทาน (ปริมาณน้ำมันที่ผลิต/มีขาย) ยิ่งชัดขึ้นจากแนวโน้มล่าสุด เพราะกำลังการผลิตของสหรัฐฯ กลับขึ้นไปเกิน 13.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงปลายเดือนมกราคม ใกล้ระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งข้อมูล PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ใช้บอกภาพรวมกิจกรรมเศรษฐกิจ/การผลิต) จากยุโรปยังอ่อนตัวต่อเนื่องในภาคการผลิต ทำให้มุมมองการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง เมื่ออุปทานแรงแต่ความต้องการไม่แรง ภาพสต็อกที่เพิ่มจึงดูไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว แต่คล้ายเป็นแนวโน้มต่อเนื่อง ดังนั้นควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาลงหรือไม่ไปไหน เช่น ซื้อพุตออปชัน (สัญญาสิทธิในการขาย เพื่อทำกำไร/ป้องกันความเสี่ยงเมื่อราคาลง) บนสัญญา WTI (น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส เป็นมาตรฐานราคาน้ำมันของสหรัฐฯ) เดือนมีนาคมหรือเมษายน เพื่อรับโอกาสขาลงโดยจำกัดความเสี่ยงไว้ชัดเจน หรือขายคอลสเปรดนอกเงิน (ขายสิทธิซื้อแบบเป็นชุด โดยเลือก “ราคาใช้สิทธิ” ที่ไกลจากราคาปัจจุบัน เพื่อรับค่าเบี้ยประกัน โดยคาดว่าราคาจะไม่พุ่งแรง) เพื่อเก็บพรีเมียม (ค่าเบี้ยประกันของออปชัน)ผลต่อโครงสร้างฟิวเจอร์สและความผันผวน
ภาวะสต็อกล้นนี้น่าจะกระทบ “โค้งราคาฟิวเจอร์ส” (เส้นแสดงราคาฟิวเจอร์สหลายเดือน) และอาจทำให้เข้า “คอนแทงโก” (สภาพที่สัญญาใกล้เดือนถูกกว่าสัญญาไกลเดือน) มากขึ้น กล่าวคือ สัญญาระยะสั้นซื้อขายต่ำกว่าสัญญาระยะยาว รูปแบบนี้อาจทำให้การเทรดแบบคาเลนดาร์สเปรด (ซื้อ-ขายคนละเดือน เช่น ขายสัญญาเดือนใกล้พร้อมซื้อสัญญาเดือนถัดไป) น่าสนใจมากขึ้น อีกด้านหนึ่ง ความผันผวนโดยนัย (ความผันผวนที่สะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) น่าจะเพิ่มขึ้น ทำให้กลยุทธ์ “ขายออปชัน” ดูน่าสนใจขึ้น เพราะมักได้ประโยชน์จากพรีเมียมที่สูงขึ้น
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets