การเปลี่ยนตัวขับเคลื่อนเงินยูโร
ข้อมูล iFlow ของ BNY (iFlow data: ข้อมูลกระแสเงินซื้อขายและการโยกย้ายเงินลงทุน) ระบุว่า การเคลื่อนไหวของ EUR/USD (EUR/USD: อัตราแลกเปลี่ยนยูโรเทียบดอลลาร์สหรัฐ) ที่มากที่สุดในปีที่แล้ว มาจากการเพิ่มการถือครองยูโรของผู้จัดสรรสินทรัพย์ (asset allocators: ผู้ลงทุน/ผู้จัดการพอร์ตที่ตัดสินใจแบ่งสัดส่วนลงทุน) ทั้งต่างประเทศและในยูโรโซนในช่วงครึ่งปีแรก โดยกระแสเงินข้ามพรมแดน (cross-border flows: เงินทุนไหลเข้าออกระหว่างประเทศ) ช่วยลดสถานะ “ถือน้อยกว่าปกติ” (underweight position: ถือสินทรัพย์สัดส่วนน้อยกว่ามาตรฐานอ้างอิง) ในเงินยูโรที่เคยสูง BNY กล่าวว่า การถือครองยูโรรวมเพิ่มขึ้น แปลว่าการขยับของยูโรช่วงหลังน่าจะขับเคลื่อนหลัก ๆ โดยนักลงทุนในยูโรโซนหรือผู้ที่ถือสินทรัพย์สกุลยูโร (euro-denominated: ตีราคา/ออกเป็นสกุลยูโร) และการเพิ่มขึ้นนี้มากกว่าที่อธิบายได้จาก “ราคาสินทรัพย์ขึ้น” อย่างเดียว (asset gains: กำไรจากมูลค่าสินทรัพย์เพิ่ม) BNY กล่าวว่า นักลงทุนยูโรโซนเพิ่มการป้องกันความเสี่ยง (hedging: ลดความเสี่ยงจากค่าเงินด้วยการทำธุรกรรมคุมความผันผวน) ของพอร์ตต่างประเทศ โดยเฉพาะสินทรัพย์สหรัฐ พร้อมเสริมว่า ECB อาจรอดูท่าทีของเฟด (Fed: ธนาคารกลางสหรัฐ) เพื่อจำกัดการ “คาดการณ์การลดดอกเบี้ยมากขึ้น” ของตลาด (pricing of rate cuts: การที่ราคาตลาดสะท้อนความคาดหวังว่าจะลดดอกเบี้ย) ขณะเดียวกันก็พิจารณาปรับแนวทางของตน เพื่อรับมือกับความต้องการดอลลาร์ที่ลดลง (dollar preference: ความนิยม/ความต้องการถือดอลลาร์) และปัจจัยที่ไม่ใช่นโยบายการเงิน (non-monetary factors: ปัจจัยอื่น เช่น การเมือง กระแสเงินทุน ความเสี่ยงโลก) การตัดสินใจของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ได้ “จำกัด” การแข็งค่าต่อของยูโรอย่างชัดเจน เรามองว่าคณะผู้กำหนดนโยบายยังสบายใจกับจุดยืนปัจจุบันของนโยบาย เกณฑ์ที่ ECB จะเข้าไปจัดการค่าเงินยูโรที่แข็งมากโดยตรงยังสูงมากผลต่อ EURUSD
มุมมองนี้สอดคล้องกับข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด เพราะดัชนีราคาผู้บริโภคของเยอรมนี (German CPI: Consumer Price Index หรือดัชนีราคาผู้บริโภค) เดือนมกราคมอยู่ที่ 2.1% ยังสูงกว่าเป้าหมายของ ECB จะต้องเห็นเงินเฟ้อลดลงแรงกว่านี้จากประเทศแกนหลัก (core countries: ประเทศหลักของยูโรโซนที่มีอิทธิพลสูง) จึงจะเปลี่ยนมุมมองของธนาคารได้ ตอนนี้จึงชี้ว่า EUR/USD มีโอกาสขึ้นต่อจำกัด เราเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนว่าอะไรเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดค่าเงินตั้งแต่ปีที่แล้ว หากย้อนดูปี 2025 การขึ้นของยูโรส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้าซื้อเงินยูโร แต่ตอนนี้แรงหลักมาจากนักลงทุนที่อยู่ในยูโรโซนเอง การเปลี่ยนนี้หมายความว่า นักลงทุนยูโรโซนกำลังป้องกันความเสี่ยงพอร์ตต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์สหรัฐ การขายดอลลาร์เพื่อป้องกันกำไร ทำให้เกิดอุปสงค์ (demand: ความต้องการซื้อ) ต่อเงินยูโรอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมในประเทศจึงกลายเป็นตัวผลักดันสำคัญของยูโร สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivative traders: ผู้เทรดตราสารที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น ออปชัน) ภาวะนี้ชี้ว่า การขายออปชันคอลที่ราคาไกล (out-of-the-money call options: สิทธิซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาปัจจุบัน) บน EUR/USD อาจเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผล ด้วยความผันผวนโดยนัย 1 เดือน (1-month implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน) อยู่แถว 5.5% ซึ่งค่อนข้างต่ำ ตลาดยังไม่สะท้อนโอกาส “พุ่งขึ้นแรง” (upward breakout: ทะลุขึ้นจากกรอบราคา) มากนัก สภาพแบบนี้เหมาะกับกลยุทธ์ที่ได้กำไรเมื่อคู่เงินแกว่งในกรอบ (defined range: ช่วงราคาที่จำกัด) ECB ดูเหมือนจะพึ่งพาเฟดเพื่อไม่ให้ดอลลาร์อ่อนค่ามาก ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุด เช่น รายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งในสัปดาห์ที่แล้วซึ่งเพิ่มตำแหน่งงานมากกว่า 250,000 ตำแหน่ง (payrolls: จำนวนการจ้างงานนอกภาคเกษตร) ทำให้เฟดแทบไม่มีเหตุผลที่จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ปัจจัยจากภายนอกนี้น่าจะช่วยจำกัดความแข็งแกร่งของยูโรได้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets