ในเดือนธันวาคม ดัชนีราคาเพื่อการส่งออกประจำปีของสหรัฐฯ ชะลอลงมาอยู่ที่ 3.1% จากเดิม 3.3%

by VT Markets
/
Feb 10, 2026
ดัชนีราคาส่งออกของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (ปีต่อปี) ในเดือนธันวาคม โดยครั้งก่อนอยู่ที่ 3.3% ข้อมูลนี้แสดงว่าอัตรารายปีชะลอลง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้หมายถึง “ราคาส่งออก” ที่วัดด้วยดัชนีราคาส่งออก (ตัวชี้วัดระดับราคาสินค้าที่ขายออกไปต่างประเทศ)

เงินเฟ้อจากราคาส่งออกเริ่มผ่อนลง

รายงานเดือนธันวาคม 2025 ที่ระบุว่าดัชนีราคาส่งออกสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ 3.1% ยืนยันแนวโน้มที่แรงกดดันด้านราคากำลังเบาลง ซึ่งบ่งชี้ว่า “ดอลลาร์แข็ง” (ค่าเงินดอลลาร์มีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ทำให้สินค้าสหรัฐฯ แพงขึ้นสำหรับต่างประเทศ) และ “นโยบายการเงินตึงตัว” (การคุมเข้ม เช่น ดอกเบี้ยสูงเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ) จากปีก่อน กำลังช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในส่วนสำคัญได้ เรามองว่านี่เป็นสัญญาณว่าภาวะเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนไป ข้อมูลนี้ยังสอดคล้องกับรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดราคาสินค้าและบริการที่คนทั่วไปซื้อ) เดือนมกราคม 2026 ที่แสดงว่า “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาผันผวนมากอย่างอาหารและพลังงานออก) ลดลงเหลือ 2.8% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่กลางปี 2024 แนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงต่อเนื่องนี้ทำให้มีโอกาสน้อยลงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) จะพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม จากมุมมองนี้ เราเชื่อว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศที่ธนาคารกลางยัง “คุมเข้ม” มากกว่า (hawkish: มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงเพื่อกดเงินเฟ้อ) เช่น ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) ที่คง “อัตราดอกเบี้ยหลัก” (ดอกเบี้ยนโยบาย) ไว้ที่ 3.5% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และยังส่งสัญญาณกังวลเรื่อง “ค่าจ้างเพิ่มขึ้น” (wage growth: ค่าแรงสูงขึ้นซึ่งอาจดันราคาสินค้า) ความแตกต่างทิศทางนโยบายนี้ทำให้กลยุทธ์อย่างการซื้อ “ออปชันแบบคอล” (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ในราคาและเวลาที่กำหนด เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) บนคู่เงิน EUR/USD หรือการใช้ “สัญญาฟิวเจอร์ส” (futures contracts: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า กำหนดราคาไว้ก่อน ส่งมอบหรือชำระส่วนต่างในอนาคต) ดูน่าสนใจในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า สภาพแวดล้อมนี้ยังเอื้อต่อสินค้าที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อที่ผ่อนลงมักกดให้ “ผลตอบแทนพันธบัตร” (bond yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้จากการถือพันธบัตร ซึ่งมักเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาพันธบัตร) ลดลง เราเคยเห็นลักษณะคล้ายกันในครึ่งหลังของปี 2023 เมื่อสัญญาณเงินเฟ้อเริ่มลดลงทำให้ตลาดพันธบัตรปรับขึ้นแรง ดังนั้นการซื้อ “ออปชันแบบคอล” บนกองทุน ETF พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อายุยาว (long-duration Treasury bond ETFs: กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรอายุยาว ซึ่งมักไวต่อการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยมาก) จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม

ผลต่อกลยุทธ์หุ้น

สำหรับตลาดหุ้น Fed ที่ไม่เร่งคุมเข้มช่วยหนุนตลาด โดยเฉพาะหุ้น “เติบโต” (growth stocks: หุ้นที่คาดว่ากำไรโตเร็ว มักอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย) และหุ้นเทคโนโลยี เราอาจพิจารณาซื้อ “ออปชันแบบคอล” บนดัชนีหลัก เช่น Nasdaq-100 (ดัชนีหุ้นเทคสหรัฐฯ) เพื่อเก็บโอกาสจากการปรับขึ้นที่อาจเกิดขึ้น การขาย “ออปชันแบบพุต” นอกเงิน (out-of-the-money put options: พุตที่ราคาใช้สิทธิไม่คุ้มในตอนนี้ กลยุทธ์ขายได้ประโยชน์เมื่อราคาทรงตัวหรือขึ้น) เป็นอีกแนวทางหนึ่ง เพราะทำกำไรได้เมื่อราคาตลาดไม่ร่วงแรง

เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code